<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>GERANUN.COM &#187; บันทึกชีวิต</title>
	<atom:link href="http://www.geranun.com/archives/category/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a7/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.geranun.com</link>
	<description>แฟนพันธ์แท้การ์ตูนญี่ปุ่นยุคคลาสสิค</description>
	<lastBuildDate>Fri, 30 Jul 2010 03:30:40 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>Life In A Day 24 Koh Lan, PATTAYA CITY</title>
		<link>http://www.geranun.com/archives/915</link>
		<comments>http://www.geranun.com/archives/915#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Jul 2010 03:47:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>@granun</dc:creator>
				<category><![CDATA[G member]]></category>
		<category><![CDATA[G zone]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[social media]]></category>
		<category><![CDATA[Twitter]]></category>
		<category><![CDATA[Volvo the hunt]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[เกม]]></category>
		<category><![CDATA[เรียลลิตี้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.geranun.com/?p=915</guid>
		<description><![CDATA[
			
				
			
		
วันกำหนดถ่าย Life In A Day วันที่ 24 เป็นวันที่ไปแข่ง Tough Mission ด้วย
เลยถือโอกาสขออนุญาตผู้จัดการแข่งขันบันทึกคลิปในวันที่ 24 ครับ เรียกว่ายิงนกทีเดียวได้ 2 ตัว
ติดตามชมครับ

เกมจบแบบมันมากครับ เราสามารถผ่านด่านทุกด่านได้ตามกติกา แต่น่าเสียดาย 2 เรื่อง คือ
ในวันแรก เราทุ่มเทกำลังชนะภารกิจที่ 2 และ 3 ได้ จาก 2 ใน 3 ภารกิจแรก ส่วนภารกิจที่ 4 ติดพายุ
มีทีมเอ๊าท์ 1 ทีม และทีมทำผิดกติกา 2 ทีม แต่ว่าผลของเกมในวันนี้ ทางกรรมการได้แจ้งว่าวันแรกไม่นับ
ซึ่งมีผลกับกำลังใจในการแข่งขันของทีมเรามากทีเดียว
นอกจากนั้นการที่เราเดินลุยภารกิจมากๆทำให้เกิดความแตกต่างเรื่องความล้าของกล้ามเนื้อพอสมควร
พูดง่ายๆรู้สึกเหมือนฟุตบอลโลกปีนี้ แบบทีมอังกฤษที่กรรมการเป่าไม่ให้ได้ลูก แล้วหมดก๊อกพ่ายเยอรมันไปในที่สุด&#8230;
แต่ว่าไงก็ว่ากัน จะกติกาไหนเราก็ว่าไปครับ ไม่ว่ากัน..555

ในวันที่ 2 เราแข่งแบบไม่เน้นชัยชนะในภารกิจอีก  เพราะรู้สึกว่าภารกิจที่ 5 และ 6 นั้นไม่มีผลต่อการแข่งเช่นเดียวกัน
เกมน่าจะไปตัดสินที่เกมที่ 7 เกมสุดท้ายเกมเดียว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.geranun.com/archives/915" type="icon"></fb:share-button><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.geranun.com/archives/915&amp;layout=standard&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=like&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;">
			<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F915"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F915&amp;source=granun&amp;style=normal" height="61" width="50" title="Life In A Day 24 Koh Lan, PATTAYA CITY  | geranun.com" alt=" Life In A Day 24 Koh Lan, PATTAYA CITY  | geranun.com" /><br />
			</a>
		</div>
<p>วันกำหนดถ่าย Life In A Day วันที่ 24 เป็นวันที่ไปแข่ง Tough Mission ด้วย<br />
เลยถือโอกาสขออนุญาตผู้จัดการแข่งขันบันทึกคลิปในวันที่ 24 ครับ เรียกว่ายิงนกทีเดียวได้ 2 ตัว</p>
<p>ติดตามชมครับ</p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="295" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/_GUiqounbq0&amp;hl=en_US&amp;fs=1" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="295" src="http://www.youtube.com/v/_GUiqounbq0&amp;hl=en_US&amp;fs=1" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p>เกมจบแบบมันมากครับ เราสามารถผ่านด่านทุกด่านได้ตามกติกา แต่น่าเสียดาย 2 เรื่อง คือ<br />
ในวันแรก เราทุ่มเทกำลังชนะภารกิจที่ 2 และ 3 ได้ จาก 2 ใน 3 ภารกิจแรก ส่วนภารกิจที่ 4 ติดพายุ<br />
มีทีมเอ๊าท์ 1 ทีม และทีมทำผิดกติกา 2 ทีม แต่ว่าผลของเกมในวันนี้ ทางกรรมการได้แจ้งว่าวันแรกไม่นับ</p>
<p>ซึ่งมีผลกับกำลังใจในการแข่งขันของทีมเรามากทีเดียว<br />
นอกจากนั้นการที่เราเดินลุยภารกิจมากๆทำให้เกิดความแตกต่างเรื่องความล้าของกล้ามเนื้อพอสมควร<br />
พูดง่ายๆรู้สึกเหมือนฟุตบอลโลกปีนี้ แบบทีมอังกฤษที่กรรมการเป่าไม่ให้ได้ลูก แล้วหมดก๊อกพ่ายเยอรมันไปในที่สุด&#8230;</p>
<p>แต่ว่าไงก็ว่ากัน จะกติกาไหนเราก็ว่าไปครับ ไม่ว่ากัน..555</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-918" title="ภารกิจที่ 3" src="http://www.geranun.com/wp-content/uploads/2010/07/38510_146778375336976_100000144442254_492471_163868_n.jpg" alt="38510 146778375336976 100000144442254 492471 163868 n Life In A Day 24 Koh Lan, PATTAYA CITY  | geranun.com" width="483" height="362" /></p>
<p>ในวันที่ 2 เราแข่งแบบไม่เน้นชัยชนะในภารกิจอีก  เพราะรู้สึกว่าภารกิจที่ 5 และ 6 นั้นไม่มีผลต่อการแข่งเช่นเดียวกัน<br />
เกมน่าจะไปตัดสินที่เกมที่ 7 เกมสุดท้ายเกมเดียว ที่จริงเราหยุดเกมของเราที่วันแรกไปเรียบร้อยแล้ว แต่เราเล่นด้วยใจต่อ<br />
และเราก็แข่งอย่างเต็มที่ด้วยสปิริตที่จะเล่นไปจนจบเพื่อพิสูจน์ความ TOUGH ของเราเอง</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-917" style="border: 0pt none; margin: 0px;" title="38839_146760248672122_100000144442254_492283_2239510_n" src="http://www.geranun.com/wp-content/uploads/2010/07/38839_146760248672122_100000144442254_492283_2239510_n.jpg" alt="38839 146760248672122 100000144442254 492283 2239510 n Life In A Day 24 Koh Lan, PATTAYA CITY  | geranun.com" width="483" height="362" /></p>
<p>สิ่งที่เรา ผมและน้องไมค์ บัดดี้ของทีม ภูมิใจมากก็คือการเรียนรู้เรื่องสปิริต และ ใจ<br />
การแข่งครั้งนี้มันแข่งเป็นทีมครับ เราต้องประคับประคองทีมเราไปให้รอดจนถึงจบ<br />
ต้องสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างเต็มที่&#8230;.ต่างจากการแข่งเดี่ยวๆ ซึ่งวัดใจกันเต็มที่</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-919" title="38396_147116998636447_100000144442254_495573_4261215_n" src="http://www.geranun.com/wp-content/uploads/2010/07/38396_147116998636447_100000144442254_495573_4261215_n.jpg" alt="38396 147116998636447 100000144442254 495573 4261215 n Life In A Day 24 Koh Lan, PATTAYA CITY  | geranun.com" width="483" height="362" /></p>
<p>ระหว่างการแข่ง การจูนความคิด ฯลฯ ระหว่างบัดดี้ สำคัญมาก<br />
บัดดี้ของผม ไมค์เป็นคนที่มีสปิริตและน้ำใจดีมากครับ สิ่งที่ยืนยันได้อย่างชัดเจน คือ<br />
ในเกมที่ 7 นั้น ไม้ไผ่ที่จะต้องรวบรวมมาต่อแพทีมน้องอัญ(ทีมที่ชนะ) ลอยลงทะเล ไมค์ก็ยังว่ายไปเอาให้<br />
ทั้งที่การเสียเวลามากขึ้นในการหาไม้ไผ่ให้ครบ อาจเป็นตัวแปรสำคัญ ที่อาจทำให้ทีมนี้เสียเวลามากขึ้นในการหาไม้ไผ่ให้ครบในการต่อแพ<br />
และอาจทำให้เราชนะได้ก็ตาม ซึ่งนี่คือการแสดงน้ำใจของความเป็นเพื่อนเต็มร้อย และพิสูจน์สปิริตที่ไม่ได้คิดถึงชัยชนะอย่างเดียว</p>
<p>รวมถึงการล่องแพที่ทีมงานบอกให้เราใช้ไม้ถ่อกับพาย และทั้งสองคนจะต้องอยู่บนแพตลอดเราก็ทำตามนั้นจนถึง<br />
แม้ว่าคลื่นลมจะแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อพิสูจน์เวทีของเราเองอย่างสมบูรณ์ จนถึงจุดหมาย</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-925" title="38518_147395218608625_100000144442254_497574_2967871_n" src="http://www.geranun.com/wp-content/uploads/2010/07/38518_147395218608625_100000144442254_497574_2967871_n.jpg" alt="38518 147395218608625 100000144442254 497574 2967871 n Life In A Day 24 Koh Lan, PATTAYA CITY  | geranun.com" width="483" height="340" /><br />
<img class="alignnone size-full wp-image-927" title="39002_147117225303091_100000144442254_495576_676755_n" src="http://www.geranun.com/wp-content/uploads/2010/07/39002_147117225303091_100000144442254_495576_676755_n.jpg" alt="39002 147117225303091 100000144442254 495576 676755 n Life In A Day 24 Koh Lan, PATTAYA CITY  | geranun.com" width="483" height="340" /></p>
<p>ขอขอบคุณทีมงานเบื้องหลังทุกคน และคุณเอ เจ้าของบริษัทผู้ทุ่มทุนสุดๆ สำหรับงานนี้ให้พวกเรามีเวทีมันๆเล่นครับ<br />
ในเบื้องหลังของการเตรียมงานนั้น เชื่อว่าเป็นเวทีหนึ่งที่มีความตั้งใจในการทำงานดีทีเดียว แม้จะมีความลักลั่นบ้าง<br />
ผมก็เชื่อว่าไม่ใช่เจตนาของผู้จัด แต่เป็นที่บางส่วน <img src='http://www.geranun.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' title="Life In A Day 24 Koh Lan, PATTAYA CITY  | geranun.com" /> </p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-920" title="39194_147400461941434_100000144442254_497626_1094335_n" src="http://www.geranun.com/wp-content/uploads/2010/07/39194_147400461941434_100000144442254_497626_1094335_n.jpg" alt="39194 147400461941434 100000144442254 497626 1094335 n Life In A Day 24 Koh Lan, PATTAYA CITY  | geranun.com" width="483" height="310" /></p>
<p>ได้คนดีดีแบบนี้มาเป็นเพื่อน 1 คน มีคุณค่าพอครับ!!<br />
อีกเรื่องที่อยากสื่อคือ จริงๆก็ไม่มีอะไรมากครับ ผมแค่อยากรู้ว่าเรายังทำได้จริงไหมเรื่องนึง..<br />
ซึ่งถ้าคิดเฉยๆเราก็อาจจะว่าได้หรือไม่ได้ อีกเรื่องก็ทำทิ้งเก็บเป็นโปรไฟล์ไว้ให้เด็กๆดู เผื่อจะเกิดแรงบันดาลใจน่ะครับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-916" style="border: 0pt none; margin: 0px;" title="Life In A Day" src="http://www.geranun.com/wp-content/uploads/2010/07/38889_147400571941423_100000144442254_497632_660404_n.jpg" alt="38889 147400571941423 100000144442254 497632 660404 n Life In A Day 24 Koh Lan, PATTAYA CITY  | geranun.com" width="483" height="325" /></p>
<p>แต่การที่คนอายุอย่างผมมาเล่นเกมแบบนี้ อย่างที่ผ่านๆมาพบว่า..มันสื่อแรงบันดาลใจไปถึงคนอื่นได้นะว่า<br />
เออนะ คนอายุขนาดนี้เขายังท้าทายชีวิตได้มันๆ ทำไมเราอายุน้อยกว่าจะไม่ลองคิดลองทำ ลองท้าทายอะไรใหม่ๆให้กับชีวิตตัวเองมั่ง&#8230;<br />
ก็ทำนองนี้แหละครับ (บางทีก็นับไปถึงรุ่นเดียวกันด้วย..อิอิ บางคนทำตัวแก่ไปวันๆก็น่าเสียดายออก)</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-921" title="38889_147400575274756_100000144442254_497633_4557698_n" src="http://www.geranun.com/wp-content/uploads/2010/07/38889_147400575274756_100000144442254_497633_4557698_n.jpg" alt="38889 147400575274756 100000144442254 497633 4557698 n Life In A Day 24 Koh Lan, PATTAYA CITY  | geranun.com" width="483" height="320" /></p>
<p><fb:comments xid="granun" numposts="15" width="500"></fb:comments></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.geranun.com/archives/915/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;สิ่งที่ไม่เคยมี&#8221; กับ &#8220;สิ่งที่สูญเสียไป&#8221; เหมือนกันรึเปล่า..</title>
		<link>http://www.geranun.com/archives/866</link>
		<comments>http://www.geranun.com/archives/866#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Jul 2010 12:47:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>@granun</dc:creator>
				<category><![CDATA[คมความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[มุมมองเล็กๆ]]></category>
		<category><![CDATA[มุมเบาๆ]]></category>
		<category><![CDATA[กำลัง ใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ความรัก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้จักตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[แนวทางการดำเนินชีวิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.geranun.com/?p=866</guid>
		<description><![CDATA[
			
				
			
		
&#8220;สิ่งที่ไม่เคยมี&#8221; กับ &#8220;สิ่งที่สูญเสียไป&#8221; เหมือนกันรึเปล่า..
สำหรับผม อันแรกเป็นแค่ความคิดครับ
ไม่เคยมี &#62; วันนึงอาจจะมี หรืออาจจะยังอีกนาน &#62; หรือไม่เคยมีตลอดชีวิต &#62; อยู่ในห้วงคิดคำนึงเท่านั้น
อันสองเป็นเรื่องการกระทำ ที่รู้ผลแล้ว
สิ่งที่สูญ เสียไป &#62; เมื่อวันนั้นเคยมี &#62; วันนี้ไม่มีแล้ว &#62;
ส่วนใหญ่ทุกคนมักจะคิดว่า เราต้องมีก่อน เราถึงจะสูญเสียได้ และถ้าเสียแล้วมันก็จะเสียไปเลย
แต่ที่จริง พรุ่งนี้เราอาจจะมีมันอีกก็ได้ จะเป็น
วันนั้นมีเงิน &#62; วันนี้ไม่มี &#62; พรุ่งนี้ มะรืนนี้อาจมีอีกหรือไม่มีก็ ได้
หรือ มีแล้วอาจจะไม่มีมันอีกตลอดไป สูญเสียมันไปตลอดกาล  (แต่คุณก็เคยมีช่วงเวลาที่มีตรงนั้น และถ้าเก็บเกี่ยวมันไว้อย่างเต็มที่ มันก็คือความรู้ทันมีสติว่า มันมีวันที่ทุกสิ่งจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม)
บางครั้งสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว ทำให้คนเราเติบโต และแกร่งขึ้นกว่าเดิม
ได้เรียนรู้ว่าชีวิตมัน เป็นแบบนี้นี่แหละ มีทั้งได้มาและเสียไป เป็นทั้งความทรงจำ และเป็นชีวิตของคน ปุถุชนธรรมดาที่มีหัวเราะ ร้องไห้ และเฮฮาได้
ต่างจากอันแรกที่ไม่ เคยมี เพราะไม่เคยทำ..❤
ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราไม่พบกัน จะมีจากกันหรือเปล่า..
ถ้าเราไม่ได้ไป เจอกัน จะต้องร่ำลากันไหม..
ถ้าไม่มีงานบางงาน เราอาจจะไม่เคยพบกัน คุยกัน
ก่อนที่จะต้องร่ำลาจากกันไปตามวิถีชีวิต แต่จะเป็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.geranun.com/archives/866" type="icon"></fb:share-button><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.geranun.com/archives/866&amp;layout=standard&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=like&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;">
			<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F866"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F866&amp;source=granun&amp;style=normal" height="61" width="50" title="สิ่งที่ไม่เคยมี กับ สิ่งที่สูญเสียไป เหมือนกันรึเปล่า.. | geranun.com" alt=" สิ่งที่ไม่เคยมี กับ สิ่งที่สูญเสียไป เหมือนกันรึเปล่า.. | geranun.com" /><br />
			</a>
		</div>
<p><strong>&#8220;สิ่งที่ไม่เคยมี&#8221; กับ &#8220;สิ่งที่สูญเสียไป&#8221; เหมือนกันรึเปล่า..</strong></p>
<p>สำหรับผม อันแรกเป็นแค่ความคิดครับ</p>
<p>ไม่เคยมี &gt; วันนึงอาจจะมี หรืออาจจะยังอีกนาน &gt; หรือไม่เคยมีตลอดชีวิต &gt; อยู่ในห้วงคิดคำนึงเท่านั้น</p>
<p>อันสองเป็นเรื่องการกระทำ ที่รู้ผลแล้ว<br />
สิ่งที่สูญ เสียไป &gt; เมื่อวันนั้นเคยมี &gt; วันนี้ไม่มีแล้ว &gt;</p>
<p>ส่วนใหญ่ทุกคนมักจะคิดว่า เราต้องมีก่อน เราถึงจะสูญเสียได้ และถ้าเสียแล้วมันก็จะเสียไปเลย<br />
แต่ที่จริง พรุ่งนี้เราอาจจะมีมันอีกก็ได้ จะเป็น</p>
<p>วันนั้นมีเงิน &gt; วันนี้ไม่มี &gt; พรุ่งนี้ มะรืนนี้อาจมีอีกหรือไม่มีก็ ได้<br />
หรือ มีแล้วอาจจะไม่มีมันอีกตลอดไป สูญเสียมันไปตลอดกาล  (แต่คุณก็เคยมีช่วงเวลาที่มีตรงนั้น และถ้าเก็บเกี่ยวมันไว้อย่างเต็มที่ มันก็คือความรู้ทันมีสติว่า มันมีวันที่ทุกสิ่งจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม)</p>
<p>บางครั้งสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว ทำให้คนเราเติบโต และแกร่งขึ้นกว่าเดิม<br />
ได้เรียนรู้ว่าชีวิตมัน เป็นแบบนี้นี่แหละ มีทั้งได้มาและเสียไป เป็นทั้งความทรงจำ และเป็นชีวิตของคน ปุถุชนธรรมดาที่มีหัวเราะ ร้องไห้ และเฮฮาได้</p>
<p>ต่างจากอันแรกที่ไม่ เคยมี เพราะไม่เคยทำ..❤</p>
<p>ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราไม่พบกัน จะมีจากกันหรือเปล่า..<br />
ถ้าเราไม่ได้ไป เจอกัน จะต้องร่ำลากันไหม..</p>
<p>ถ้าไม่มีงานบางงาน เราอาจจะไม่เคยพบกัน คุยกัน<br />
ก่อนที่จะต้องร่ำลาจากกันไปตามวิถีชีวิต แต่จะเป็น &#8220;ไม่เคยมี&#8221;&#8230;<br />
ไม่เคยมีแม้กระทั่งโอกาสที่จะเจอกันและรู้จักกัน จนถึงขนาดเดินสวนกันก็ไม่มีความหมายอะไร</p>
<p><img class="size-full wp-image-867 alignnone" style="margin: 0px; border: 0pt none;" title="watching the world" src="http://www.geranun.com/wp-content/uploads/2010/07/35844_402099375884_566865884_4478221_1553303_n.jpg" alt="35844 402099375884 566865884 4478221 1553303 n สิ่งที่ไม่เคยมี กับ สิ่งที่สูญเสียไป เหมือนกันรึเปล่า.. | geranun.com" width="504" height="337" /></p>
<p>สำหรับชีวิตจริง การก้าวไปเพื่อรับรู้ว่ามันจะมีหรือไม่มี ดีกว่าปล่อยไว้ในใจ<br />
ไม่เคยมี เพราะว่าลองแล้วไปไม่ถึง มันคือโอกาสที่ทดลองพิสูจน์แล้วว่าเคยลองที่จะมี แต่มันไม่มี<br />
ดีกว่าไม่เคยมี เพราะไม่เคยลอง ไม่เคยทำ ไม่เคยก้าวเอาตัวเองออกจากกำแพง เพื่อลองทำสิ่งที่คิดว่าน่าจะเคยมี<br />
(อีกด้านบางคนก็ไม่เคยมีอะไรเลย เพราะ &#8220;ไม่เคยมี&#8221; แม้แต่ความคิดอยากได้ อยากมี อยากทำ อยากรู้อยากลองอะไร)</p>
<p>แต่ในชีวิตทางโลกนั้น ยกตัวอย่างง่ายๆ</p>
<p><img title="0001" src="http://www.geranun.com/wp-content/uploads/2010/07/0001.jpg" alt="0001 สิ่งที่ไม่เคยมี กับ สิ่งที่สูญเสียไป เหมือนกันรึเปล่า.. | geranun.com" width="266" height="433" /></p>
<p>ระหว่าง เบียร์ที่ไม่เคยกิน ก็ต้องไม่เคยรู้รสชาติอร่อย ไม่อร่อย<br />
กับเบียร์ที่ได้ลองกินแล้ว ไม่ว่าจะรสชาติดี แต่สูญเสียรสชาติไปเพราะหายเย็น..หรือไม่อร่อย หรืออร่อย</p>
<p>ร้าน ที่ไม่เคยกิน อาจจะอร่อย หรือไม่อร่อย&#8230;<br />
แต่ร้านที่แน่นอนกว่า คือ ร้านที่สาวเท้าเดินไปกินให้รู้ ว่าเสียตังค์เปล่า (แต่ก็เคยกินแล้ว) หรือจะกลายเป็นร้านขาประจำที่ยอมมาเสียเงินกินบ่อยๆต่อไปในอนาคต..</p>
<p>ทุกอย่างไม่มีผิดถูก ไม่มีควรทำหรือไม่ควรทำ แต่เป็นสิ่งที่คนๆนั้นจะต้องเลือกเองเสมอ<br />
แต่รสชาติของชีวิตมันก็อยู่ตรงนี้ครับ อยู่ที่ คิด และ ทำ นี่แหละ..</p>
<p>สิ่งที่สำคัญก็คือ การที่คุณจะต้องเดินไปสัมผัสรับรู้รสชาติของความเป็นจริงของชีวิตเท่านั้นเอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.geranun.com/archives/866/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชีวิตที่อบอุ่น</title>
		<link>http://www.geranun.com/archives/862</link>
		<comments>http://www.geranun.com/archives/862#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Jul 2010 22:23:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>@granun</dc:creator>
				<category><![CDATA[G member]]></category>
		<category><![CDATA[ของดีมีอยู่]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[มุมมองเล็กๆ]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องของครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[เก็บไว้สอนลูก]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ความรัก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้จักตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[แนวทางการดำเนินชีวิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.geranun.com/?p=862</guid>
		<description><![CDATA[
			
				
			
		
โชคดีของผมในวัยนี้
ที่ผมได้รู้จักว่า การที่เรามีคนที่เรารักรออยู่นั้น ทำให้ชีวิตเราไม่บุ่มบ่าม และรู้จักถนอมตัว
เพราะว่าชีวิตไม่ได้เป็นของเราคนเดียว แต่เป็นของคนที่รักเราด้วย เราจึงต้องรู้จักดูแลตัวเองเผื่อเขา

หลังจากที่ผมเติบโตอย่างอ้างว้างในครอบครัวที่ไม่เคยได้อยู่ด้วยกัน
เป็นเศษแก้วเปราะแตกหักที่ใช้ชีวิตอย่างโหยหา ผ่านหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่สับสนมากมาย
ผ่านการลองผิดลองถูกอย่างสิ้นหวัง และเริ่มต้นครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างอดทน
ก่อนจะพบว่าเราสามารถสร้างสิ่งที่เราหวังได้ถ้าไม่ย่อท้อและอดทนอย่างยิ่ง
พร้อมที่จะเป็นเบาะรองประคับประคองให้มันเกิดขึ้น และมีราคาที่พร้อมจ่าย
แลกเปลี่ยนชีวิต นิสัยเดิมๆที่ไม่่เหมาะสมกับครอบครัวออกไป
ความรัก ครอบครัว เป็นของวิเศษสำหรับคนที่ได้มี ได้เพาะสร้างมัน
แล้วทำไมถ้าเราได้มีแล้ว เราจะไม่รักษามันไว้ ถ้าเรามีในสิ่งที่อีกหลายคนไม่มี
และควรจะรู้ว่ามันคือสมบัติล้ำค่าส่วนหนึ่งของชีวิตที่สร้างไม่ได้ง่ายๆเลย
ถ้ามีจงรักษามันไว้ ถ้าไม่มีจงเชื่อว่าเราสร้างได้แต่ต้องแลกเปลี่ยนในสิ่งที่ควรต้องทำ..
หวังและขอให้ทุกคนที่ได้อ่านได้มีสิ่งที่มีค่าของคุณในชีวิตครับ

เหมือนฝนตกตอนหน้าแล้ง
เหมือนเห็นสายรุ้งขึ้นกลางแจ้ง
เหมือนลมหนาวเดือนเมษา
เหมือนว่าใจอ่อนล้ากลับแข็งแกร่ง
เหมือนคนกำลังมีรัก
เหมือนคนหลงทางพบคนรู้จัก
เหมือนเจอของสำคัญที่หล่นหาย
เหมือนร้ายนั้นกลายเป็นดีมาก
เหมือนที่ฉันนั้นได้มาพบกับเธอ
ชีวิตฉันจึงได้เจอ
แต่ไม่รู้จะขอบคุณ ไม่รู้ทำอย่างไร
ไม่รู้ว่าสิ่งไหนจะยิ่งใหญ่ควรค่าพอ
ที่ฉันได้จากเธอ ได้รักโดยไม่ต้องขอ
ได้รู้โดยไม่ต้องรอ ว่ารักคืออะไร
โอ้&#8230;เธอ ทำให้ฉันรู้จัก
ความรักที่ไม่มีเหมือนใครใด
ได้มามีเธอนั้นเป็นคนให้
หัวใจอยากให้เธอรู้
แต่ไม่รู้จะขอบคุณ ไม่รู้ทำอย่างไร
ไม่รู้ว่าสิ่งไหนจะยิ่งใหญ่ควรค่าพอ
ที่ฉันได้จากเธอ ได้รักโดยไม่ต้องขอ
ได้รู้โดยไม่ต้องรอ ว่ารักคืออะไร
ได้รู้โดยไม่ต้องรอ ว่ารักคืออะไร
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.geranun.com/archives/862" type="icon"></fb:share-button><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.geranun.com/archives/862&amp;layout=standard&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=like&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;">
			<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F862"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F862&amp;source=granun&amp;style=normal" height="61" width="50" title="ชีวิตที่อบอุ่น | geranun.com" alt=" ชีวิตที่อบอุ่น | geranun.com" /><br />
			</a>
		</div>
<p>โชคดีของผมในวัยนี้<br />
ที่ผมได้รู้จักว่า การที่เรามีคนที่เรารักรออยู่นั้น ทำให้ชีวิตเราไม่บุ่มบ่าม และรู้จักถนอมตัว<br />
เพราะว่าชีวิตไม่ได้เป็นของเราคนเดียว แต่เป็นของคนที่รักเราด้วย เราจึงต้องรู้จักดูแลตัวเองเผื่อเขา</p>
<p><img class="size-full wp-image-863 alignnone" style="margin: 10px;" title="สมบัติล้ำค่าของชีวิต" src="http://www.geranun.com/wp-content/uploads/2010/07/81392641.jpg" alt="81392641 ชีวิตที่อบอุ่น | geranun.com" width="480" height="270" /></p>
<p>หลังจากที่ผมเติบโตอย่างอ้างว้างในครอบครัวที่ไม่เคยได้อยู่ด้วยกัน<br />
เป็นเศษแก้วเปราะแตกหักที่ใช้ชีวิตอย่างโหยหา ผ่านหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่สับสนมากมาย<br />
ผ่านการลองผิดลองถูกอย่างสิ้นหวัง และเริ่มต้นครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างอดทน<br />
ก่อนจะพบว่าเราสามารถสร้างสิ่งที่เราหวังได้ถ้าไม่ย่อท้อและอดทนอย่างยิ่ง<br />
พร้อมที่จะเป็นเบาะรองประคับประคองให้มันเกิดขึ้น และมีราคาที่พร้อมจ่าย<br />
แลกเปลี่ยนชีวิต นิสัยเดิมๆที่ไม่่เหมาะสมกับครอบครัวออกไป</p>
<p>ความรัก ครอบครัว เป็นของวิเศษสำหรับคนที่ได้มี ได้เพาะสร้างมัน<br />
แล้วทำไมถ้าเราได้มีแล้ว เราจะไม่รักษามันไว้ ถ้าเรามีในสิ่งที่อีกหลายคนไม่มี<br />
และควรจะรู้ว่ามันคือสมบัติล้ำค่าส่วนหนึ่งของชีวิตที่สร้างไม่ได้ง่ายๆเลย</p>
<p>ถ้ามีจงรักษามันไว้ ถ้าไม่มีจงเชื่อว่าเราสร้างได้แต่ต้องแลกเปลี่ยนในสิ่งที่ควรต้องทำ..<br />
หวังและขอให้ทุกคนที่ได้อ่านได้มีสิ่งที่มีค่าของคุณในชีวิตครับ</p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/PNDUqqORFsg&amp;hl=en_US&amp;fs=1" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/PNDUqqORFsg&amp;hl=en_US&amp;fs=1" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p>เหมือนฝนตกตอนหน้าแล้ง<br />
เหมือนเห็นสายรุ้งขึ้นกลางแจ้ง<br />
เหมือนลมหนาวเดือนเมษา<br />
เหมือนว่าใจอ่อนล้ากลับแข็งแกร่ง</p>
<p>เหมือนคนกำลังมีรัก<br />
เหมือนคนหลงทางพบคนรู้จัก<br />
เหมือนเจอของสำคัญที่หล่นหาย<br />
เหมือนร้ายนั้นกลายเป็นดีมาก<br />
เหมือนที่ฉันนั้นได้มาพบกับเธอ<br />
ชีวิตฉันจึงได้เจอ</p>
<p>แต่ไม่รู้จะขอบคุณ ไม่รู้ทำอย่างไร<br />
ไม่รู้ว่าสิ่งไหนจะยิ่งใหญ่ควรค่าพอ<br />
ที่ฉันได้จากเธอ ได้รักโดยไม่ต้องขอ<br />
ได้รู้โดยไม่ต้องรอ ว่ารักคืออะไร</p>
<p>โอ้&#8230;เธอ ทำให้ฉันรู้จัก<br />
ความรักที่ไม่มีเหมือนใครใด<br />
ได้มามีเธอนั้นเป็นคนให้<br />
หัวใจอยากให้เธอรู้</p>
<p>แต่ไม่รู้จะขอบคุณ ไม่รู้ทำอย่างไร<br />
ไม่รู้ว่าสิ่งไหนจะยิ่งใหญ่ควรค่าพอ<br />
ที่ฉันได้จากเธอ ได้รักโดยไม่ต้องขอ<br />
ได้รู้โดยไม่ต้องรอ ว่ารักคืออะไร</p>
<p>ได้รู้โดยไม่ต้องรอ ว่ารักคืออะไร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.geranun.com/archives/862/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มุมมองเล็กๆ</title>
		<link>http://www.geranun.com/archives/851</link>
		<comments>http://www.geranun.com/archives/851#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 03 Jul 2010 06:13:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>@granun</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึกชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[มุมมองเล็กๆ]]></category>
		<category><![CDATA[มุมเบาๆ]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องของครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[เก็บไว้สอนลูก]]></category>
		<category><![CDATA[Memory]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ความรัก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้จักตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[แนวทางการดำเนินชีวิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.geranun.com/?p=851</guid>
		<description><![CDATA[
			
				
			
		
&#8220;ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายเรื่องใดให้เด็ก 6 ขวบเข้าใจแล้วล่ะก็ คุณคงไม่เข้าใจเรื่องนั้นซะเอง&#8221; อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
เป็นคำกล่าวที่ทำให้ผู้ฟังต้องทบทวนตัวเองได้ดีจริงๆครับ..
ผมเคยคุยกับแฟนเวลาที่เขาสอนการบ้าน ลูก ว่า&#8230;
&#8220;สิ่งที่ผู้ใหญ่จะต้องต่อสู้เอาชนะคือความอยากให้ลูกตอบได้ดังใจตัวเอง กับการยอมรับตัวเองว่านี่คือการ สอนการบ้านลูก !!&#8221;
ถ้าผู้ใหญ่เอาชนะใจและอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จะไม่สามารถเรียบเรียงสิ่งที่จะต้องอธิบายให้เด็กฟังรู้เรื่อง เพราะติดกับดักของตัวเองไปก่อนเรียบร้อยแล้ว ก็ถ้าจะเอาอารมณ์ให้ได้ดั่งใจตัวเอง โดยเฉพาะมโนภาพที่คาดหวังว่าพอสอนอะไรไปปุ๊บลูกเข้าใจปั๊บ ก็เรียบร้อยครับเพราะความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น และผู้ใหญ่ก็ต้องมีความอดทน ย้ำสอนย้ำบอกไม่รู้เบื่อ และรู้จักสังเกตสังกาบ้างว่าไอ้วิธีการที่ตัวเองอธิบายนั้นมันห่วยแตกหรือเปล่าเขาถึงไม่เข้าใจ ควรจะมีกสโลบายอะไรหรือเปล่าที่ทำให้เขาสนใจและเข้าใจง่ายๆขึ้น ไม่ใช่ฉันจะสอนแบบนี้และแกต้องเข้าใจ (เอิ๊ก)
สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการที่เขาได้เติบโตอย่างที่เป็นเขา ไม่ใช่ดั่งใจเรา
ดังนั้นการสอนเด็กๆ หรือลูกของเราต้องยืนบนพื้นฐานของเขาที่เราจะต้องหาความสนใจของเขา หาช่องทางอธิบายในมุมที่เขาเข้าใจ และไม่รีบไปโมโหเขาถ้าเราอธิบายในมุมของเรา แล้วเขาไม่เข้าใจ
เด็กๆในบ้านเราเป็นถุงใบใหญ่ที่เราจะจำกัดกรอบในการเติบโตเรียนรู้ ดังนั้นต้องรู้ว่าต้นไม้ต้นนี้จะงอกไปทางใดและคอยค้ำยันและใส่ปุ๋ยให้เขาโตขึ้นได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่ไปดัดแล้วดัดอีกให้เติบโตตามใจเรา แล้วเวลาที่ไม่มีเราอยู่เขาจะไปตามใจใครครับ เมื่อเลี้ยงมาอยู่ในกรอบให้ต้องตามใจใครสักคนอยู่ตลอดเวลา
ผมคุยกับแฟนว่า จะขอเวลาให้ลูกเรา 10 ปีในระหว่างโต เพราะเป็นช่วงเวลาที่เขาต้องการเรามากที่สุด ต่อจากนั้นเขาก็จะเริ่มต้องเปิดตัวเองเข้าสู่สังคมของเขาต่อ ขอแค่พอมีพอกิน ได้มีเวลาใช้ชีวิตกับครอบครัวได้มากที่สุด นั่นจะเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดทั้งสำหรับลูกของเรา และตัวเราเอง
พูดง่ายๆว่าถ้าตัดสินมีลูกแล้ว  มันต้องตามพร้อมกับความรับผิดชอบที่มีต่อชีวิตเขาให้มากที่สุด

ไม่ง่ายเลยครับที่จะแบ่งภาคทำทุกอย่างได้ทั้งหมด มันต้องเลือกหลายๆอย่าง
ถ้าต้องการมีเวลาให้กับลูกมากขึ้น ในขณะที่งานเท่าเดิม  ก็แปลว่ามันจะต้องไปเบียดช่วงอื่นลง
แม้กระทั่งเวลาพักผ่อน เที่ยว กิน  เฮฮาเพื่อนฝูง สังสรรค์ ที่เราเคยมี
แต่ถ้าคุณมีลูก  มันน่าจะเป็นหน้าที่ของคุณไม่ใช่หรือ..
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.geranun.com/archives/851" type="icon"></fb:share-button><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.geranun.com/archives/851&amp;layout=standard&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=like&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;">
			<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F851"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F851&amp;source=granun&amp;style=normal" height="61" width="50" title="มุมมองเล็กๆ | geranun.com" alt=" มุมมองเล็กๆ | geranun.com" /><br />
			</a>
		</div>
<p>&#8220;ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายเรื่องใดให้เด็ก 6 ขวบเข้าใจแล้วล่ะก็ คุณคงไม่เข้าใจเรื่องนั้นซะเอง&#8221; อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์</p>
<p>เป็นคำกล่าวที่ทำให้ผู้ฟังต้องทบทวนตัวเองได้ดีจริงๆครับ..<br />
ผมเคยคุยกับแฟนเวลาที่เขาสอนการบ้าน ลูก ว่า&#8230;<br />
&#8220;สิ่งที่ผู้ใหญ่จะต้องต่อสู้เอาชนะคือความอยากให้ลูกตอบได้ดังใจตัวเอง กับการยอมรับตัวเองว่านี่คือการ สอนการบ้านลูก !!&#8221;</p>
<p>ถ้าผู้ใหญ่เอาชนะใจและอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จะไม่สามารถเรียบเรียงสิ่งที่จะต้องอธิบายให้เด็กฟังรู้เรื่อง เพราะติดกับดักของตัวเองไปก่อนเรียบร้อยแล้ว ก็ถ้าจะเอาอารมณ์ให้ได้ดั่งใจตัวเอง โดยเฉพาะมโนภาพที่คาดหวังว่าพอสอนอะไรไปปุ๊บลูกเข้าใจปั๊บ ก็เรียบร้อยครับเพราะความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น และผู้ใหญ่ก็ต้องมีความอดทน ย้ำสอนย้ำบอกไม่รู้เบื่อ และรู้จักสังเกตสังกาบ้างว่าไอ้วิธีการที่ตัวเองอธิบายนั้นมันห่วยแตกหรือเปล่าเขาถึงไม่เข้าใจ ควรจะมีกสโลบายอะไรหรือเปล่าที่ทำให้เขาสนใจและเข้าใจง่ายๆขึ้น ไม่ใช่ฉันจะสอนแบบนี้และแกต้องเข้าใจ (เอิ๊ก)</p>
<p>สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการที่เขาได้เติบโตอย่างที่เป็นเขา ไม่ใช่ดั่งใจเรา<br />
ดังนั้นการสอนเด็กๆ หรือลูกของเราต้องยืนบนพื้นฐานของเขาที่เราจะต้องหาความสนใจของเขา หาช่องทางอธิบายในมุมที่เขาเข้าใจ และไม่รีบไปโมโหเขาถ้าเราอธิบายในมุมของเรา แล้วเขาไม่เข้าใจ</p>
<p>เด็กๆในบ้านเราเป็นถุงใบใหญ่ที่เราจะจำกัดกรอบในการเติบโตเรียนรู้ ดังนั้นต้องรู้ว่าต้นไม้ต้นนี้จะงอกไปทางใดและคอยค้ำยันและใส่ปุ๋ยให้เขาโตขึ้นได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่ไปดัดแล้วดัดอีกให้เติบโตตามใจเรา แล้วเวลาที่ไม่มีเราอยู่เขาจะไปตามใจใครครับ เมื่อเลี้ยงมาอยู่ในกรอบให้ต้องตามใจใครสักคนอยู่ตลอดเวลา</p>
<p>ผมคุยกับแฟนว่า จะขอเวลาให้ลูกเรา 10 ปีในระหว่างโต เพราะเป็นช่วงเวลาที่เขาต้องการเรามากที่สุด ต่อจากนั้นเขาก็จะเริ่มต้องเปิดตัวเองเข้าสู่สังคมของเขาต่อ ขอแค่พอมีพอกิน ได้มีเวลาใช้ชีวิตกับครอบครัวได้มากที่สุด นั่นจะเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดทั้งสำหรับลูกของเรา และตัวเราเอง</p>
<p>พูดง่ายๆว่าถ้าตัดสินมีลูกแล้ว  มันต้องตามพร้อมกับความรับผิดชอบที่มีต่อชีวิตเขาให้มากที่สุด</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-852" style="border: 0pt none; margin: 0px;" title="01P1180727_02b" src="http://www.geranun.com/wp-content/uploads/2010/07/01P1180727_02b.jpg" alt="01P1180727 02b มุมมองเล็กๆ | geranun.com" width="661" height="392" /></p>
<p style="text-align: center;">ไม่ง่ายเลยครับที่จะแบ่งภาคทำทุกอย่างได้ทั้งหมด มันต้องเลือกหลายๆอย่าง</p>
<p style="text-align: center;">ถ้าต้องการมีเวลาให้กับลูกมากขึ้น ในขณะที่งานเท่าเดิม  ก็แปลว่ามันจะต้องไปเบียดช่วงอื่นลง</p>
<p style="text-align: center;">แม้กระทั่งเวลาพักผ่อน เที่ยว กิน  เฮฮาเพื่อนฝูง สังสรรค์ ที่เราเคยมี</p>
<p style="text-align: center;">แต่ถ้าคุณมีลูก  มันน่าจะเป็นหน้าที่ของคุณไม่ใช่หรือ..</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.geranun.com/archives/851/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คำสอนท่าน ว.วชิรเมธี จากรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ฉบับเต็ม (คำต่อคำ)</title>
		<link>http://www.geranun.com/archives/570</link>
		<comments>http://www.geranun.com/archives/570#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Oct 2009 17:37:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>G®anun</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะก่อนตาย]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[วัดเขาศาลา]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสาระ]]></category>
		<category><![CDATA[การปฏิบัติธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.geranun.com/?p=570</guid>
		<description><![CDATA[
			
				
			
		
เครดิตแกะคำต่อคำ คุณ autumn whispers จากพันทิป เอาเผยแพร่ต่อครับ
คำสอนท่าน ว.วชิรเมธี จากรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ฉบับเต็ม
ถอดแบบคำต่อคำ
วู้ดดี้  :  มีหลายคนพูดว่าวู้ดดี้ไม่เหมาะสมที่จะสัมภาษณ์พระ  ท่านมองว่าอย่างไรครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  :  ก็คงต้องย้อนกลับไปถามว่าคุณเอาอะไรมาวัดว่าคนอย่างวู้ดดี้ไม่เหมาะที่จะ คุยกับพระ   พระอาจารย์มองในเวลานี้ไม่มีใครเหมาะเท่าวู้ดดี้เลยนะ  ถ้าวู้ดดี้ไม่มาสัมภาษณ์พระ   เกิดมาคุยไม่สมบูรณ์แบบ
วู้ดดี้ : ก้าวร้าว พูดตรง ถามตรง มีความรุนแรงบ้างในวาจา  ไม่เหมาะสมกับพระ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : พระอาจารย์คิดว่าพระไม่ได้หมายความว่าต้องเรียบร้อยแบบผ้าพับไว้   เราไปดูที่เนื้อหาสาระได้มั้ย   หลายครั้งที่พระอาจารย์เปิดไปเจอวู้ดดี้สัมภาษณ์   บางทีบางตอนดีกว่าพระบางรูปเทศน์   เพราะฉะนั้นถ้าเราก้าวข้ามรูปลักษณ์ภายนอก   เจาะไปที่เนื้อหาสาระก็ไม่มีปัญหาที่วู้ดดี้จะคุยกับพระไม่ได้
วู้ดดี้ : งั้นในวันนี้ผมสามารถที่จะถามพระอาจารย์ได้ทุกเรื่อง
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็แล้วแต่จะถาม   แต่พระอาจารย์จะตอบทุกเรื่องหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
วู้ดดี้ : พระอาจารย์บวชตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นเณรอายุ 12
ท่าน ว.วชิรเมธี  : 13
วู้ ดดี้ : แล้วเป็นพระมาตลอดชีวิต   ทุกวันนี้ที่ผ่านมาท่านจะเทศน์เรื่องของแฟน  เรื่องของชีวิต  การมีกิ๊ก  การไม่มีกิ๊ก   แต่ท่านไม่ได้คุ้นเคยกับทางโลกเลย   ท่านสามารถที่จะเข้าใจโลกและเทศน์กลับไปสู่โลกได้อย่างไรในเมื่อท่านอยู่กับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.geranun.com/archives/570" type="icon"></fb:share-button><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.geranun.com/archives/570&amp;layout=standard&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=like&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;">
			<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F570"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F570&amp;source=granun&amp;style=normal" height="61" width="50" title="คำสอนท่าน ว.วชิรเมธี จากรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ฉบับเต็ม (คำต่อคำ)  | geranun.com" alt=" คำสอนท่าน ว.วชิรเมธี จากรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ฉบับเต็ม (คำต่อคำ)  | geranun.com" /><br />
			</a>
		</div>
<p>เครดิตแกะคำต่อคำ คุณ <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8400019/A8400019.html" target="_blank">autumn whispers</a> จากพันทิป เอาเผยแพร่ต่อครับ</p>
<p><strong>คำสอนท่าน ว.วชิรเมธี จากรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ฉบับเต็ม<br />
ถอดแบบคำต่อคำ</strong></p>
<p>วู้ดดี้  :  มีหลายคนพูดว่าวู้ดดี้ไม่เหมาะสมที่จะสัมภาษณ์พระ  ท่านมองว่าอย่างไรครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  :  ก็คงต้องย้อนกลับไปถามว่าคุณเอาอะไรมาวัดว่าคนอย่างวู้ดดี้ไม่เหมาะที่จะ คุยกับพระ   พระอาจารย์มองในเวลานี้ไม่มีใครเหมาะเท่าวู้ดดี้เลยนะ  ถ้าวู้ดดี้ไม่มาสัมภาษณ์พระ   เกิดมาคุยไม่สมบูรณ์แบบ</p>
<p>วู้ดดี้ : ก้าวร้าว พูดตรง ถามตรง มีความรุนแรงบ้างในวาจา  ไม่เหมาะสมกับพระ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : พระอาจารย์คิดว่าพระไม่ได้หมายความว่าต้องเรียบร้อยแบบผ้าพับไว้   เราไปดูที่เนื้อหาสาระได้มั้ย   หลายครั้งที่พระอาจารย์เปิดไปเจอวู้ดดี้สัมภาษณ์   บางทีบางตอนดีกว่าพระบางรูปเทศน์   เพราะฉะนั้นถ้าเราก้าวข้ามรูปลักษณ์ภายนอก   เจาะไปที่เนื้อหาสาระก็ไม่มีปัญหาที่วู้ดดี้จะคุยกับพระไม่ได้</p>
<p>วู้ดดี้ : งั้นในวันนี้ผมสามารถที่จะถามพระอาจารย์ได้ทุกเรื่อง<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็แล้วแต่จะถาม   แต่พระอาจารย์จะตอบทุกเรื่องหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง</p>
<p>วู้ดดี้ : พระอาจารย์บวชตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นเณรอายุ 12<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : 13<br />
วู้ ดดี้ : แล้วเป็นพระมาตลอดชีวิต   ทุกวันนี้ที่ผ่านมาท่านจะเทศน์เรื่องของแฟน  เรื่องของชีวิต  การมีกิ๊ก  การไม่มีกิ๊ก   แต่ท่านไม่ได้คุ้นเคยกับทางโลกเลย   ท่านสามารถที่จะเข้าใจโลกและเทศน์กลับไปสู่โลกได้อย่างไรในเมื่อท่านอยู่กับ วัดตลอดเวลา</p>
<p>ท่าน ว.วชิรเมธี  : เอางี้  วู้ดดี้เคยเห็นคนที่ติดยาเสพติดมั้ย<br />
วู้ดดี้ : เคยเห็นครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าคนติดยาเสพติดมันอันตรายมาก  คุณไม่เคยลองสักนิดนึง<br />
วู้ดดี้ : ก็เห็นผลมัน  เห็นว่าเขาไม่ไปโรงเรียน  สุดท้ายเขาต้องเข้าโรงพยาบาลและตาย<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็นั่นไง   พระอาจารย์ก็ไม่จำเป็นต้องไปลองมีกิ๊ก  พระอาจารย์ก็เห็นผลของมันเหมือนกัน  พระอาจารย์ก็อนุมานเอาได้</p>
<p>วู้ดดี้ : แต่พระอาจารย์อยู่ในวัด  พระอาจารย์ไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่กับเขา<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : พระอาจารย์อยู่ในวัด  แต่ไม่ได้หมายความว่าพระอาจารย์ถูกปิดหูปิดตา   ตรงกันข้ามอยู่ในวัดบางทีรู้ดีกว่าชาวโลกด้วยซ้ำไป   เพราะชาวโลกเปรียบเสมือนนักมวยที่อยู่บนเวที   คุณชกสะเปะสะปะ  คุณถูกต่อย  คุณถูกน็อก  คุณมึนไปหมด  คนอยู่ข้างเวทีเห็นชัดที่สุดว่าคุณชกยังไง   พระไม่จำเป็นต้องไปตะลุมบอนกับกิเลสเหมือนคุณหรอก   แต่พระอยู่ข้างเวที  พระรู้ว่ากิเลสมันร้ายแค่ไหน</p>
<hr />
วู้ดดี้ : งั้นมีกิ๊กผิดมั้ยครับถ้าเต็มใจทั้งคู่<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : เต็มใจทั้งคู่  กิ๊กไม่ใช่ชู้  แต่ถ้าแฟนรู้ต้องเลิกใช่มั้ย  นี่นิยามของกิ๊ก</p>
<p>วู้ดดี้ : แต่ถ้าแฟนไม่รู้และทั้งคู่เต็มใจที่จะเป็นกิ๊กกัน<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติในระบบความสัมพันธ์แบบนี้ทำไมคุณต้องเลิก  คุณก็คบกันต่อไปสิ</p>
<p>วู้ดดี้ : ก็คงรู้สึกผิดไงฮะ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็นั่นแหละ  ถ้ามันรู้สึกผิดก็แสดงว่ามันชอบธรรมมั้ยล่ะ<br />
วู้ดดี้ : ไม่<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็มันไม่ชอบธรรม   คำตอบมันอยู่ในตัวอยู่แล้วว่ามันไม่ดี</p>
<p>วู้ ดดี้ : งั้นสำหรับผู้ชายบางคนมีภรรยาสองสามคน  แล้วภรรยาอยู่บ้านหลังเดียวกัน  กินนอนด้วยกันได้  โอเคไม่มีปัญหา  เมียคนที่หนึ่งคนที่สองคนที่สามยอมรับซึ่งกันและกัน   อย่างนี้ครอบครัวนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นการทำบาป<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : กิ๊กหมายถึงความสัมพันธ์ที่ละเมิดจริยธรรมทางเพศ   แต่ที่คุณโยมวู้ดดี้เล่ามาน่ะ   เขารู้เห็นเป็นใจกันทั้งหมดใช่มั้ย  ถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมดใช่มั้ย<br />
วู้ดดี้ : ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะไม่มีกฎหมายรองรับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : แต่เขาบริหารจัดการได้มั้ยล่ะ<br />
วู้ดดี้ : ได้ครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : แล้วภรรยาทั้งสามคนเขายอมรับได้มั้ยล่ะ<br />
วู้ดดี้ : ยอมรับหมดครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็ถ้ารับได้หมดก็ไม่เป็นปัญหา</p>
<p>วู้ ดดี้ : ท่าน ว.  ตั้งแต่โตขึ้นมาผมสังเกตว่าคนมักจะชวนผมเข้าวัด  ไปทำบุญกันเถอะ  ไปนั่งสมาธิในวัด  ไปไหว้พระแล้วคุณจะมีความสุข   แต่ผมเห็นหลายคนเขาไปเพราะเขามีความทุกข์เรื่องเพื่อน  เรื่องงาน  เรื่องแฟน   ชีวิตเป็นทุกข์เลยต้องเข้าไปในวัด   แต่ผมเอง  ผมมีความรู้สึกว่าผมไม่มีตรงนั้น   ผมไม่ได้มีความต้องการที่จะไปไหว้พระ  ไม่มีความต้องการที่จะไปเข้าวัด   ถามว่าแล้วสุดท้ายวู้ดดี้จะต้องเข้าวัดทำไมล่ะครับพระอาจารย์<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : จริงๆ วัดก็ไม่เคยเรียกร้องให้ใครมาเข้านะ  พระอาจารย์ก็ไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าบอกว่ามาเข้าวัดกันเถอะ   พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมะแล้วพระองค์ก็เดินไป   ใครอยากฟังธรรมก็มาฟังเท่านั้นเอง   ก็มีแต่เราคนไทยนี่แหละที่บอกว่าเข้าวัดๆๆ</p>
<hr />
วู้ดดี้ : ต้องไปไหว้วัดนี้อยู่บนภูเขา  วัดนี้ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด  ต้องบินไปถึงเชียงใหม่  ต้องมาเชียงราย  ต้องลงมาภาคใต้   ต้องวัดนี้ โห&#8230;สุดยอดมาก  อยู่ใต้น้ำ   พระธาตุนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก   คนก็ต้องบินไป  แล้วบางทีเราก็คล้อยตามไปด้วย   อ๋อเหรอ  ถ้าไหว้พระวัดนี้ที่องศาแบบนี้  ไหว้ทิศอย่างนี้แล้วกราบอย่างนี้  คุณจะมีบุญมากกว่าทุกคนในประเทศชาตินี้   จริงหรือเปล่า<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : พระอาจารย์ฟังดูมันยิ่งไม่ใช่ไหว้พระตามแนวพุทธเลยนะ  เพราะว่าไหว้พระตามแนวพุทธมันไหว้ที่ใจ  ฉุดเข้าวัดนี่ประเสริฐมั้ยล่ะ<br />
วู้ดดี้ : ครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : เพราะฉะนั้นโชคดีขนาดไหนที่มีคนชวนคุณเข้าวัดมาตลอดเวลา   คนที่โชคร้ายก็คือ  ไป&#8230;คืนนี้ไปผับมั้ย  คืนนี้ไปอาร์ซีเอมั้ย</p>
<p>วู้ดดี้ : แต่ถ้าไปแล้วไม่ดื่มเหล้าล่ะพระอาจารย์   ไปแล้วมันเต้นแล้วมีความสุข   ผมก็มีความสุข  มันร้องเพลงไปด้วย  แล้วมันได้ปลดปล่อย  นั่นมันคือความสุข  มันไม่ใช่ความทุกข์ไม่ใช่เหรอพระอาจารย์<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : พระอาจารย์อยากจะบอกว่านั่นเป็นความทุกข์ที่รอเวลาอยู่<br />
วู้ดดี้ : ยังไงครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ผลไม้ทุกผลมีโอกาสที่จะหล่นมั้ย<br />
วู้ดดี้ : มีครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : คนทุกคนก็เหมือนผลไม้   ขณะที่มันมีความสุขก็มีความทุกข์แฝงอยู่ในนั้นตลอดเวลา   แต่ถ้าคนที่ไม่เคยเข้าวัดไม่เคยเรียนธรรมะเลยนะ   วันนี้คุณจะสุข  พรุ่งนี้คุณจะทุกข์  ชีวิตคุณจะสุขๆ ทุกข์ๆ กระเด็นกระดอน</p>
<p>วู้ดดี้ : เพราะมีอบายมุขล้อมรอบเหรอ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : คุณมีโอกาสที่จะทุกข์ได้ตลอดเวลา   วันนี้ทุกข์ยังไม่มาถึงแต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มา  ทุกข์ไม่ได้เกิดจากข้างนอก  ทุกข์เกิดจากในนี้   เมื่อเรามีความเห็นผิด คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว  ทุกข์อยู่ตรงนั้น  นรกก็อยู่ตรงนั้น</p>
<hr />
ตอนนี้ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่ท่านพูดสักเท่า ไหร่นัก   ทำไมคนเรามีความสุขแล้วต้องมีทุกข์รออยู่   คิดแบบนั้นก็ไม่ต้องมีกันพอดีสิครับ   ผมชักจะหวั่นไหวแล้วล่ะครับว่าวันนี้ผมจะได้อะไรกลับไปหรือเปล่า</p>
<p>เมื่อ วู้ดดี้เดินเข้ามาที่ศูนย์วิปัสสนาอาศรมอิสรชน จ.เชียงราย ผมแปลกใจเลยล่ะครับ   เพราะจะมีป้ายติดตามต้นไม้เต็มไปหมด   ท่าน ว.วชิรเมธีบอกผมว่า  เหล่านี้คือต้นไม้พูดได้</p>
<p>วู้ดดี้ : พึงชนะคนชั่วด้วยความดี  มีให้อ่านทุกต้น<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : มี  คุณโยมเดินไป  คุณโยมจะเห็นทุกหนทุกแห่ง   อาตมามีความรู้สึกว่าเวลาเดินมาถ้าพระอาจารย์ไม่อยู่   ต้นไม้เทศน์แทนก็ได้<br />
วู้ดดี้ : ผมกลัวมากว่าที่แห่งนี้ห้ามฆ่าสัตว์   แต่มดมันเยอะมาก   ถ้าผมเหยียบมดตายผมจะตกนรกมั้ยครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : เจตนาจะเหยียบมีมั้ยล่ะ<br />
วู้ดดี้ : ไม่มี<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็ไม่บาปก็แค่นั้นเอง  วัดกันที่เจตนา   กรรมไม่มี บาปไม่มีแก่ผู้ไม่เจตนาแค่นั้นเอง<br />
วู้ดดี้ : ขับรถบนไฮเวย์เหยียบ 180 เพราะจะรีบไปหาภรรยาที่กำลังคลอดลูก   แต่ดันไปชนคนแก่ตาย   ไม่มีเจตนา  บาปมั้ยครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็เป็นแค่กิริยาไม่ถือเป็นกรรม   แต่อย่าทำบ่อยๆ<br />
วู้ดดี้ : โอเค  อันนั้นผมแค่ยกตัวอย่างมันไม่เกี่ยวกับผมนะครับพระอาจารย์<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี : เจริญพร</p>
<hr />
รายการของผมจะเสนอประเด็นหนึ่งอยู่บ่อยๆ ล่ะครับ   ผมก็เลยอยากจะรู้ว่าท่าน ว. คิดยังไง<br />
วู้ดดี้ : พระอาจารย์เคยดูหมอดูมั้ยครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ไม่จำเป็น  พระอาจารย์คิดว่าคนที่รู้จักตัวเองไม่มีใครไปหาหมอดู<br />
วู้ดดี้ : พระอาจารย์เชื่อเรื่องหมอดูมั้ยครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ไม่เชื่อ   พระอาจารย์เชื่อกฎแห่งกรรม  กฎแห่งการกระทำ  กฎที่บอกว่าชีวิตของเราจะเป็นอะไร ยังไง ขึ้นอยู่กับเรา   ดีชั่วอยู่ที่ตัวเรา  สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว</p>
<p>วู้ดดี้ : แต่บางทีที่หมอดูแม่นมาก พระอาจารย์  จนบางทีทำให้เราหวั่นไหว  โอ้โห&#8230;มันเป๊ะว่ะ  เราจะเอาชนะตรงนี้ได้ยังไง<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : มันก็แล้วแต่เรานะ   ถ้าคุณเลือกที่จะเชื่อ  หมอดูก็จะมีอิทธิพลกับคุณ   ถ้าคุณเลือกที่จะไม่เชื่อ  หมอดูก็จะไม่มีอิทธิพลกับคุณ   เพราะฉะนั้นมันไม่เป็นปัญหา   มันอยู่ที่เรานะ   แต่พระอาจารย์พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าพระอาจารย์รังเกียจหมอดู   หมอดูก็เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง   อาจจะเรียกว่าเป็นสถิติศาสตร์เพราะว่ากว่าที่จะประมวลองค์ความรู้  ประมวลเหตุการณ์ต่างๆ แล้วมาฟันธงให้ใครมันมีที่มาที่ไป   พระอาจารย์ก็เคยเรียนวิชานี้   แต่พระอาจารย์ไม่ได้ใช้เท่านั้นเอง</p>
<p>         ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่าหมอดูทายแม่นหรือไม่แม่นนะ   ปัญหามันอยู่ที่หมอดูไปทายให้คนที่เต็มใจให้ทายหรือเปล่า   ถ้าเขาเต็มใจให้ทาย  คุณทายไปเหอะ  แต่ถ้าเขาไม่อยากให้คุณดูแล้วคุณดัดจริตไปดูให้เขา  คุณละเมิดสิทธิมนุษยชนนะรู้มั้ย </p>
<hr />
วู้ดดี้ : นี่พระอาจารย์ไม่ได้แขวะใครใช่มั้ยครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ไม่ได้แขวะเลย   พระอาจารย์ไม่ได้พูดถึงใครเลยในประโยคนี้  เป็นประโยคที่ไม่มีประธานไม่มีกรรมมีแต่กิริยาล้วนๆ<br />
วู้ดดี้ : 5555555555</p>
<p>วู้ ดดี้ : การห้อยพระเลยดีกว่าฮะ   เขาสามารถที่จะทำให้ตัวเขาเองพ้นจากอุบัติเหตุทางรถยนต์  ทางอากาศ  ทางน้ำได้หมด  ต้องหลวงพ่อนี่  หลวงพ่อนั่น  คือเต็มไปหมดเลย  อันนี้มันจริงมั้ย<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็ถ้ามันจริงอย่างนั้น  กฎแห่งกรรมพระพุทธเจ้าก็เป็นหมันน่ะสิ   แสดงว่าการห้อยพระไปง้างกฎแห่งกรรม  มันมีกฎอีกกฎหนึ่งที่เหนือกฎแห่งกรรมนะเนี่ย  คือการห้อยพระแล้วมันไม่เป็นอะไรเลย   ถ้ามันจริง  ประเทศไทยผลิตพระยี่ห้อนี้ส่งออกนอก  แล้วส่งคนไทยไปสงครามโลกเลยนะ   เราจะเป็นมหาอำนาจโลก  เพราะอะไรทำอะไรเราไม่ได้เลย   ไม่ต้องไปวิจัยวิจารณ์อะไรแล้ว  เอาพระรุ่นนี้ไป  รับรองนะ</p>
<p>วู้ดดี้ : มันบาปมั้ยสำหรับคนทำธุรกิจตรงนี้  คือพิมพ์พระเยอะๆ แล้วก็ต้นทุนอาจจะซัก 5 บาทแต่อัพราคาเป็นค่าเช่ารูปละ 1,500  แล้วก็ได้กำไรเป็นล้าน   สุดท้ายเขาช่วยคนไทยจริงมั้ยฮะ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : บาปไม่บาปมันวัดกันที่เจตนา  คุณห้อยพระ  คุณปั๊มพระให้คนบูชา  คุณอยู่กับพระนะ  แต่บางทีคุณอาจจะไม่ได้อยู่กับพุทธ   ถามว่ามันทำแล้วดีหรือไม่ดีให้วัดที่เจตนา   ถ้าเขามีเจตนาว่าอยากให้พระที่เขาปั๊มออกมาเยอะๆ เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นผู้รู้  ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน  เป็นสัญลักษณ์ของความมีศีลมีธรรมนี้ไม่บาป<br />
         แต่ถ้าเขาคิดแต่ว่าที่ฉันปั๊มออกมารุ่นนี้แล้วฉันจะรวยเป็นร้อยล้านเป็นพัน ล้าน   เขากำลังทำธุรกิจพุทธพาณิชย์ 100% น่าเป็นอย่างนี้ไม่ได้บุญ</p>
<p>วู้ ดดี้ : มาพูดถึงเรื่องนี้ดีกว่าครับพระอาจารย์  เรื่องของกรรม  ช่วงนี้จะมีคนพูดถึงเยอะมาก  แปลกนะทำไมมันกลายเป็น trend เมื่อปีที่ผ่านมา  แก้กรรม  จนกระทั่งศาสนาพุทธเองหลายๆ วัดผมก็ยังเห็น   อ้าว&#8230;มาที่วัดนี้แล้วเราจะมาแก้กรรมได้   ชาติที่แล้วคุณมีกรรม   ชาตินี้คุณจะต้องแก้แล้วชาติหน้าคุณจะได้ดีขึ้น  ถามนะครับว่าตกลงมันจริงมั้ย  การแก้กรรมด้วยการตัดกรรม<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : คนไทยนี่ชอบแก้กรรม  ก็ทำเหมือนว่าเรากำลังถูกมัดเอาไว้ก็เลยต้องมาแก้  หรือบางทีก็ต้องทำพิธีตัดกรรม   ก็เหมือนกันว่ากรรมมันเป็นผ้าผืนหนึ่งหรือยังไง เป็นเชือกเส้นหนึ่งหรือยังไง   กรรมก็คือตัวความคิดของเรานั่นเอง   ฉะนั้นมันง่ายนิดเดียวนะถ้าจะตัดกรรมก็เปลี่ยนความคิด</p>
<p>วู้ดดี้ : แล้วมันมีกรรมจริงมั้ยครับ โลกใบนี้  มันมีเวรมันมีกรรมมั้ย  ถามจริงๆว่ามันมีชาติที่แล้ว  ชาตินี้  ชาติหน้า  มันมีจริงมั้ย<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : คือตามหลักพุทธมันมี<br />
วู้ดดี้ : แต่มันพิสูจน์ไม่ได้น่ะพระอาจารย์<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : แล้วมันจะเสียหายตรงไหนถ้ามันพิสูจน์ไม่ได้<br />
วู้ ดดี้ : วู้ดดี้มีความรู้สึกว่าเวลาคนเราตาย  มันก็แค่กลายเป็นผงธุลี  แล้วมันก็ลงไปฝังในดินหรือเป็นขี้เถ้า   มันจะไปชาติหน้าได้จริงเหรอ  มันมีจริงเหรอ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : มี หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเอาเข้าห้องแล๊ปไม่ได้นะ   มันก็มีจริงๆ  ฉะนั้นเราอย่าไปคิดว่าความจริงมันต้องเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้เท่านั้น   อย่างความรักก็ดี  ความโลภก็ดี  ความโกรธก็ดี  ความหลงก็ดี  อิจฉาตาร้อนก็ดี  เอาเข้าห้องแล็ปได้มั้ย<br />
วู้ดดี้ : ไม่ได้<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : แล้วมันมีมั้ย  ความรักมีมั้ย  ความโลภน่ะมีมั้ย  กามารมณ์น่ะมีมั้ย<br />
วู้ดดี้ : เยอะ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : เอาไปพิสูจน์ได้มั้ยของพวกนี้<br />
วู้ดดี้ : ไม่ได้<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : นั่นสิ  แต่มันมี  เพราะฉะนั้นชาติหน้าเราก็ไม่ต้องไปคิดว่าพิสูจน์ยังไง  พิสูจน์ไม่ได้แล้วมันจะมียังไง</p>
<p>วู้ดดี้ : อาจารย์ไม่เคยเห็นใช่มั้ยฮะ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ของพวกนี้เขาไม่เห็นด้วยตา  ต้องเห็นด้วยปัญญาสิ  ใช่มั้ยล่ะ  เพราะฉะนั้นเรื่องพวกนี้คุณจะสงสัยก็ได้ไม่ได้ทำให้พุทธศาสนาสูงขึ้นหรือ ต่ำลง   สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่โลกหน้ามีหรือไม่มีนะ   มันอยู่ที่ว่าโลกนี้มันมีแล้วคุณใช้ชีวิตในโลกนี้ยังไง </p>
<hr />
เป็นครั้งแรกน่ะครับที่แขกรับเชิญทำให้ผมอึ้ง   เพราะหลายเรื่องที่ผมถามคำถามยากๆ  ท่านก็ตอบออกมาได้ง่ายๆ เสียเหลือเกิน  แต่ผมก็ยังไม่ได้เห็นด้วยกับท่านทั้งหมดนะครับ   ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชาตินี้ชาติหน้าและอีกหลายเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้   ผมอดคิดไม่ได้นะครับว่ายังไงธรรมะก็ยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลจะตัวผมอยู่ดี</p>
<p>ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมสงสัย   พุทธศาสนิกชนก็ต้องทำใจหน่อยนะครับ   เพราะคำถามที่ผมจะถามนี้อาจทำผมกำลังจะท้าทายท่าน<br />
วู้ ดดี้ : ขอพูดถึงพุทธพาณิชย์หน่อยดีกว่า   ท่านเคยได้ยินมั้ยฮะ  ถ้าบางคนจะบอกว่าพระเดี๋ยวนี้จะเริ่มค้าขายกันมากขึ้น  ออกตามทีวี  ออกตามรายการต่างๆ ขายหนังสืออะไรมากมาย   ท่านเองก็เป็นหนึ่งในนั้น<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : มันจะเป็นพุทธพาณิชย์หรือไม่   มันไปวัดที่เจตนาสิ   ถ้าพระอาจารย์เขียนหนังสือขาย  มีเงินมีทองร่ำรวยมหาศาลแล้วก็ทำตัวเป็นหลวงเสี่ย  พระอาจารย์กำลังทำพุทธพาณิชย์   แต่การเทศน์แต่ละครั้งฟังได้แค่คนเดียวเหมือนวู้ดดี้มาคุยกับพระอาจารย์ที่ เชียงราย   ถ้าเราถอดบทสนทนานี้พิมพ์เป็นหนังสืออ่านกันทั่วโลกทั้งภาษาไทย  ภาษาอังกฤษ  ภาษาอะไรก็ได้  คนเปิดหูเปิดตาและเรียนรู้ธรรมะ   พระอาจารย์ไม่ได้คิดถึงเงินที่จะได้  คิดถึงแต่ประโยชน์ที่จะได้แก่ชาวโลก   อย่างนี้เรียกว่าพาณิชย์ได้มั้ย   ไม่ได้  เพราะฉะนั้นจะเป็นพุทธพาณิชย์ก็ต่อเมื่อเรามุ่งไปที่กำไรคือเม็ดเงิน  แต่ถ้าเรามุ่งไปที่กำไรคือสติปัญญา  คือความเฉลียวฉลาด  คือความรู้  คือความหายโง่งมงาย  ไม่มีทางเป็นพุทธพาณิชย์</p>
<p>วู้ดดี้ : แล้วส่วนใหญ่กำไรที่ได้จากการตีพิมพ์อะไรต่างๆ  หรือว่ากับหลายๆ อย่างที่เราทำ   ท่านเอาเงินนั้นไปบริจาคต่อยังไง   หรือว่าเอาไปใช้ลงทุนต่อยังไง<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : พระอาจารย์ใช้เป็นทุนการศึกษาทั้งหมด  ไม่เชื่อไปดูได้เลย  พระอาจารย์สร้างโรงเรียนให้สามเณรที่วัดบ้านเกิดของพระอาจารย์   มีนักเรียนที่รับทุนจากพระอาจารย์ตั้งแต่ต้นจนถึงทุกวันนี้นะ   ทั้งพระทั้งเด็กทั้งเยาวชนเป็นพันคน</p>
<p>วู้ดดี้ : อย่างนึงที่ค้างคาใจก็คือเรื่องของเรต   เอางี้ดีกว่ามีคนบอกว่าพระเดี๋ยวนี้ออกตามรายการต่างๆหรือว่าจะนิมนต์ไปไหน ต่อไหน   ไปสถานที่บางสถานที่ที่พิเศษจะต้องมีเรต  เป็นแสนบ้าง  เป็นล้านบ้าง   วันนี้ผมมาเองยังถามทีมงานเลยว่าคุยกับท่าน ว.วชิรเมธีกี่บาท  จริงมั้ยฮะว่ามันเป็นล้านๆ เลยหรือมันยังไง<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : พระอาจารย์คิดว่าคนคิดอย่างนี้ต่ำนะ   ไม่ใช่ว่าเรตมันต่ำ  คือพระอาจารย์คิดว่า  เขาคิดว่าพระเป็นดารา</p>
<p>วู้ดดี้ : ท่านมีสังกัดมั้ยครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ไม่มี   วันก่อนมีคนโทรศัพท์มาหาพระอาจารย์  ขอโทษนะครับต้องขออนุญาตสังกัดพระอาจารย์มั้ย   พระอาจารย์บอกว่า  โยม&#8230;อาตมาเป็นพระนะ  ไม่ได้เซ็นสัญญากะค่ายไหนเลยนะ   ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์  เพราะฉะนั้นจะมีใครสูงไปกว่าอาตมา   อยากนิมนต์อาตมา  อาตมาเป็นต้นสังกัดของตัวเอง   เวลานิมนต์อย่ามาถามเรต  ถามอย่างนี้ถือว่าดูถูกกันมากเลย   แต่อาตมาต้องทำความเข้าใจเพราะคนมักจะถาม   เพราะฉะนั้นนิมนต์มาเลยนะ  ถ้าพระอาจารย์  1. ว่าง   2. เห็นว่ามีประโยชน์   ได้เจอกันแน่นอน </p>
<hr />
วู้ดดี้ : มีงานไหนที่ไปแล้วงงมั้ยฮะ  แบบว่าเอ๋อเลย มีมั้ยครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ครั้งหนึ่งพระอาจารย์ไปบรรยายงานแห่งหนึ่งที่โรงแรม  ถัดจากพระอาจารย์เขากำลังจะเดินแบบกัน   แล้วเขาก็ขี้เกียจตั้งธรรมาสน์ต่างหากก็ให้เทศน์บนแคทวอร์ค<br />
วู้ดดี้ : 555555555 จริงรึเปล่าฮะ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : จริง&#8230;รู้สึกว่าวันนี้มาผิดฝาผิดตัว  นางแบบทั้งนั้น<br />
วู้ดดี้ : แล้วท่านก็มายืนกลางแคทวอร์คเหรอครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่สถานที่นะ  ถ้าใจคุณพร้อมที่ไหนก็ได้  ไม่เป็นปัญหา</p>
<p>วู้ดดี้ : วัดอยู่ที่ใจใช่มั้ย<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ถูกต้อง   ถ้าคุณเป็นคนดีแล้ว  นั่นแหละคุณบรรลุวัตถุประสงค์ของการมีวัด  วัดอยู่ในใจคุณแล้ว<br />
วู้ดดี้ : ชีวิตผมทุกวันนี้ต้องเข้าวัดก่อน ชัวร์<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : อาการอย่างนี้มันต้องเข้าแหละ<br />
วู้ดดี้ : ท่านชมใช่มั้ยครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ชม มั่นใจว่าชม</p>
<p>วู้ ดดี้ : วู้ดดี้มี twitter ไว้ล่าสุดเพื่อที่จะมีการโต้ตอบ real time กับคุณผู้ชมทางบ้าน   วู้ดดี้ได้ฝากหัวข้อเอาไว้ว่าวู้ดดี้จะได้มีโอกาสเจอกับท่าน ว. ใครอยากจะฝากอะไรไว้บ้างมั้ย  ประเด็นหรือว่าคำถาม   ปรากฎว่ามีคนตอบมาเป็นหลักร้อย เยอะมาก   คำถามน่าสนใจมาก   วู้ดดี้ขอคัดออกมาซักคำถามสองคำถามแล้วกันนะครับ<br />
         มีอยู่คนหนึ่งถามมาว่า   เราไม่เคารพพระที่เราไม่ชอบหรือที่ประพฤติมิชอบแต่ยังเป็นพระ  บาปมั้ยครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็ไม่บาป  คนจะเคารพใครสักคนหนึ่งอย่างน้อยเขาต้องดีกว่าคุณใช่มั้ย  ก็ถ้าคุณตระหนักว่าเขาไม่ได้ดีกว่าคุณ  คุณไม่เคารพก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร   ฉะนั้นเป็นเรื่องปกติ   ถ้าไม่มีความดีให้เราเคารพ  ท่านก็ไม่ได้รับการเคารพ</p>
<p>วู้ดดี้ : แม้ว่าท่านจะห่มผ้าเหลืองก็ตามที<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : มันก็สมเหตุสมผลอยู่แล้ว  ใช่มั้ยล่ะ  ตรงกันข้ามถ้าเราไปเคารพในคนที่ไม่ควรเคารพสิ  อันนี้จึงบาป</p>
<hr />
วู้ดดี้ : ถ้าหากให้เอานักการเมือง  หรือแกนนำเหลืองแดงมาให้ท่านเทศน์  ท่านจะเทศนาอะไรครับให้เขายอมจับมือกัน<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : หนึ่ง&#8230;อยากจะฝากประโยคสั้นๆ ว่าอย่าเห็นแก่ตัวจนไม่เห็นหัวประเทศไทย   ประโยคที่สองพระอาจารย์จะบอกว่าต้องยอมถอยเพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้า   คือถอยนี้ไม่จำเป็นต้องถอยหลังนะ   พระอาจารย์คิดว่าเราสามารถถอยไปข้างหน้าได้  ถ้าถอยแล้วทำให้ประเทศชาติของเราราบรื่นแล้วก็เดินต่อไปได้   ก็ขอฝากสองเรื่อง</p>
<p>วู้ดดี้ : ทุกวันนี้คนไทยเกิดอาการจิตตก  จิตตกมาก  ผมเลยถามว่าคนเราถ้าจิตตกจะมีวิธีแก้ยังไง  ผมไปไหนเจอจิตตกๆ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : จิตตกก็ต้องยกจิตนะ  คนส่วนใหญ่จิตตกก็ปล่อยให้ตกใช่มั้ย<br />
วู้ดดี้ : ครับ  มันจะยกยังไงฮะ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ยกจิตหมายความว่า  ต้องออกจากสภาพแวดล้อมอย่างนั้น   คุณไปคุยกับคนๆ นี้แล้วมันคุยแต่การเมืองๆๆ จนคุณรู้สึกแย่ไปเลย  คุณก็เลิกคุยสิ  ไปคุยกับคนอื่น  อย่างน้อย 3 ปี 5 ปีใช่มั้ยที่ผ่านมา  วู้ดดี้ได้เรียนรู้มั้ย  ได้รู้เช่นเห็นชาตินักการเมืองไทยมั้ย  นี่คือสิ่งดีมากนะที่นักการเมืองสายพันธุ์นี้ได้มอบให้แก่เรา<br />
         เขากำลังทำทุกอย่างให้เห็นว่านักการเมืองสายพันธุ์นี้จะเลวได้ถึงที่สุด ขนาดนี้   พอเราเรียนรู้ถึงที่สุดแล้ว  เชื่อมั้ย  จากนี้ไป 100 ปีข้างหน้า   เมืองไทยจะไม่กลับมาตรงนี้อีก</p>
<p>วู้ดดี้ : เพราะว่าคนเรามีความรู้มากขึ้นถูกมั้ย  ในการที่จะดูออกว่าคนนี้เป็นคนเลว<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ถูกต้อง  เพราะฉะนั้นถ้ามองโลกในแง่ดี   พระอาจารย์กลับรู้สึกว่าวันเวลาช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งใน ประวัติศาสตร์ไทย   เพราะเราได้เรียนรู้ครั้งใหญ่พร้อมกันทั้งประเทศ   ห้องเรียนประชาธิปไตยเปิดให้เราได้ไป take course พร้อมกัน</p>
<p>ท่าน ว. ได้พาผมเดินขึ้นมาถึงยอดเขาของอาศรมแห่งนี้แล้วผมก็ได้พบกับหลวงพ่อยิ้มที่งามที่สุดครับ</p>
<p>วู้ดดี้ : จริงๆ วู้ดดี้มาจากวุฒิธรใช่มั้ย   ทีนี้วุฒิชัยชื่อของท่านแปลว่าอะไร<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี : วุฒิชัยใช่มั้ย  ก็แปลว่าเจริญด้วยชัยชนะ  วุฒิธรของคุณโยมคือทรงไว้ซึ่งชัยชนะ   เวลาไปเมืองนอกฝรั่งเขาไม่เรียกพระอาจารย์ว่าพระมหาวุฒิชัย  เขาออกเสียงไม่ได้   เขาเรียกว่ามาสเตอร์วู้ดดี้<br />
วู้ดดี้ : มาสเตอร์วู้ดดี้<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : เจริญพร  ก็พระอาจารย์วู้ดดี้<br />
วู้ดดี้ : โห&#8230;ถ้าอย่างนั้น  ถ้าเกิดว่าผมไปบวชมั่ง  ก็จะมีสองวู้ดดี้สิ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : 2 ว.<br />
วู้ดดี้ : ก็มี ว.หนึ่ง  ว.สอง<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : เจริญพร<br />
วู้ดดี้ : ถ้าผมเป็นพระ  ผมโทรหาท่านก็ ว.หนึ่ง นี่ ว.สอง ได้มั้ยครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ได้<br />
วู้ดดี้ : 55555 น่าจะเป็นอะไรที่ดี </p>
<hr />
ขึ้นมาทั้งทีก็ต้องไหว้พระขอพร  และขออีกหลายอย่างที่ผมจะอยากขอ  ซึ่งผมเพิ่งรู้ตอนนี้แหละครับว่า</p>
<p>ท่าน ว.วชิรเมธี  : มาหาพระพุทธเจ้าอย่าขอ   แต่บอกว่าพระองค์จะเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตของเรา<br />
วู้ดดี้ : อยากจะได้เงินเยอะๆ วันนี้ขอให้เงินไหลมาเทมา ไม่ใช่<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ไม่มีทาง  พระพุทธเจ้าไม่ได้มีหน้าที่มาหาเงินให้ใคร   ท่านมีหน้าที่เป็นแรงบันดาลใจให้เรา   พระธรรมทำหน้าที่เป็นแผนที่ให้เรา  พระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้เรา   พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  ถ้านับถือให้ถูกต้อง  ต้องเป็นแบบนี้นะ</p>
<p>วู้ดดี้ : ขอให้พ่อแม่พ้นจากทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ หรือขอให้ครอบครัวมีความสุข  อันนี้ก็ไม่ใช่<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ถ้าคุณขอให้โลกนี้จะมีคนผิดหวังมั้ย  พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาแห่งการขอ  เป็นศาสนาแห่งการลงมือทำ   คุณอยากได้อะไรดีๆ คุณทำเหตุให้ดีแล้วผลที่ดีจะตามมา  คุณมาขอท่านแต่คุณไม่ได้ทำอะไรให้พ่อให้แม่เลย  ท่านจะดีมั้ย</p>
<p>วู้ ดดี้ : วู้ดดี้ก็จะบอกว่าผมจะเริ่มจากการเป็นคนดี  ผมจะมีสติในการใช้ชีวิต  ผมจะดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงเพื่อที่จะได้มีสติในการช่วยเหลือชาวโลก<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ถูกต้อง   เรามาหาพระองค์ท่านเพียงเพื่อขอให้พระองค์ท่านเป็นสักขีพยานให้เรา  การลงมือทำเป็นเรื่องของเราทั้งหมด   เคยได้ยินมั้ย  อัตตาหิ  อัตตาโน  นาโถ  ตนเป็นที่พึ่งของตน</p>
<p>วู้ดดี้ : แสดงว่าตั้งแต่เกิดมาผมเข้าใจผิดมาตลอดเลยว่าเวลาเจอพระคือขอๆๆๆๆ อย่างเดียว<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ไม่ใช่แล้ว  พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาแห่งการขอ  เราเป็นศาสนาแห่งการลงมือทำ  ไม่ใช่ให้มาหาแล้วก็ขอๆๆๆ<br />
วู้ดดี้ : แล้ววู้ดดี้ควรจะตั้งจิตแล้วก็อธิษฐานว่ายังไงครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ตั้งสัตยาธิษฐานว่าวันนี้ข้าพระพุทธเจ้ามาอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระองค์ แล้ว พระองค์เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จด้วยความเพียรพยายามของพระองค์เองฉันใด ข้าพเจ้าจะขอเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จด้วยความเพียรพยายามของข้าพระ พุทธเจ้าฉันนั้นเหมือนกัน  นี่เป็นการขอที่ถูกต้องนะ  ขอให้ตัวเองได้ทำอย่างที่พระองค์ทำสำเร็จมาแล้ว  ไม่ใช่มาขอให้พระองค์มาทำให้เรา</p>
<p>อยู่บนโลกนี้มา 32 ปี  เพิ่งรู้วันนี้แหละครับว่าการที่คนเราจะทำอะไรได้หรือจะประสบความาสำเร็จ นั้น  คนเดียวที่เราจะต้องพึ่งคือตัวเราเอง </p>
<hr />
ท่าน ว. พาผมมาที่กุฏิส่วนตัวของท่านด้วยครับ  ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติอย่างแท้จริงเพื่อให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม  ก็สมกับที่ใครๆ ยกย่องว่าท่านเป็นพระนักปราชญ์   ผมอยากรู้ว่าบุคคลต้นแบบหรือไอดอลของท่านนั้นคือใครครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : แน่นอนที่สุดเบอร์หนึ่ง  แล้วไม่มีเบอร์สองด้วยนะ  ต้องพระพุทธเจ้า  อันนี้ยกไว้เลยนะ  เป็นพระถ้าไม่ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นไอดอลก็คงไม่ใช่พระแล้วนะ<br />
         ทีนี้ในแง่คนทั่วไป  พระคือท่านพุทธทาสภิกขุ  เป็นแรงบันดาลใจให้พระอาจารย์ในแง่ของการเป็นพระที่กล้าที่จะคิดนอกกรอบ   และมีความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะเทศน์ที่จะสอน   ท่านยินดีที่จะพูดความจริงโดยไม่กลัวว่าตัวเองจะต้องตาย<br />
         รูปที่สองพระพรหมคุณาภรณ์  ได้เปรียญธรรม 9 ประโยคตั้งแต่ยังเป็นสามเณร  มีความแม่นยำในทางพระธรรมวินัยสูงมาก   เป็นพระไทยรูปแรกที่ไม่ได้เรียนเมืองนอกแต่มีปัญญาพอที่จะไปสอนอยู่ที่ มหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด<br />
         สาม  หลวงพ่อชา สุภัทโท  เพราะพระอาจารย์อยากเจริญรอยตามหลวงพ่อชา สุภัทโท   อาศรมอิสรชนจึงเกิดขึ้น   มิฉะนั้นพระอาจารย์ไม่มาปลีกวิเวกอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545   เพราะพระอาจารย์ฝันที่จะเป็นอย่างท่าน<br />
         ต่อไปรูปที่สี่   ท่านดาไลลามะ  เป็นพระที่มีชีวิตชีวามาก  ความรู้ทางโลกดีมาก  ความรู้ทางธรรมดีมาก  แล้วเป็นพระที่นำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ชาวตะวันตกยอมรับ   ท่านเป็นพระของวันนี้ที่ร่วมสุขร่วมทุกข์กับชาวโลกแล้วชาวโลกสัมผัสได้<br />
         แล้วก็รูปที่ห้า  พระเซ็นชาวเวียดนามชื่อท่านติช นัท ฮันห์   เป็นพระวิปัสสนาญาณสายเซ็นที่ได้รับการยอมรับสูง   หนึ่งในสองรูปของโลกนี้</p>
<p>วู้ ดดี้ : พระพุทธเจ้าบอกว่ากิเลสเป็นตัวทำให้เกิดทุกข์  แต่ถ้าวู้ดดี้เองไม่มีกิเลส  เช่น ไม่อยากทำรายการ  ไม่อยากมีรถยนต์เพื่อเดินทางมาหาท่าน  ไม่อยากขึ้นเครื่องบินมาหาท่าน   แล้วเราจะมีวันนี้ได้ยังไงครับท่านอาจารย์   มันต้องมีบ้างไม่ใช่เหรอ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : คนไทยมักจะเข้าใจผิดนะ  แท้ที่จริงถ้าคุณไม่มีความอยากอย่างนี้   คุณก็สามารถทำอะไรดีๆ และยิ่งกว่านี้ได้   ฉะนั้นความอยากจึงมีสองอย่าง  1. อยากเพราะถูกผลักดันโดยตัวกิเลส   2. อยากเพราะถูกผลักดันโดยตัวปัญญา   ทีนี้ถ้าปัญญามันผลักดันคุณ  มันจะให้คุณมีความรู้สึกอย่างหนึ่ง   เช่นอย่างพระอาจารย์อยากแสดงธรรม   ปัญญามันพาทำนะ  ปัญญามันจะบอกว่าทำเถอะ  เพราะว่าธรรมะช่วยเปิดหูเปิดตาให้คนพ้นทุกข์<br />
         ทีนี้ถ้าความอยากคือกิเลสมันพาทำนะ  ทำเถอะไปออกทีวีเถอะแล้วท่านจะดัง </p>
<hr />
วู้ดดี้ : ถ้าวู้ดดี้อยากจะเป็นนายก  วู้ดดี้จะ manage กิเลสยังไงฮะ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็ต้องถามดูว่า  คุณอยากจะเป็นนายกเพื่ออะไร<br />
วู้ดดี้ : เพื่อเปลี่ยนประเทศนี้ให้มันดีขึ้น<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ถ้าอย่างนี้นะ  คุณไม่ได้ทำเพราะกิเลส  คุณทำเพราะปัญญาเป็นความอยากที่ถูกต้อง<br />
วู้ดดี้ : ถ้าผมอยากจะเป็นนายกเพราะผมอยากจะโกงกินประเทศนี้   อยากเอาเงินเก็บเข้ากระเป๋าตัวเองให้ครอบครัวเรารวย<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี  : อันนี้คุณทำเพราะตัณหา  แสดงว่าคุณเป็นนายกที่มีโอกาสจะเป็นทรราชย์สูงมาก</p>
<p>วู้ดดี้ : ถ้าผมอยากจะเป็นนายกเพราะว่ามีคนแบ๊คแล้วก็สั่งให้ผมต้องเป็นนายก<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี : อันนี้คุณทำเพราะตัณหา  คุณเป็นตัวแทนของกิเลส   หัวหน้าพรรคของคุณคือกิเลสไม่ใช่ปัญญา   เพราะฉะนั้นวัดได้หรือยังว่าความอยากมันมีสองอย่าง   อยากทำอะไรดีๆ เพราะมีปัญญาเป็นความอยากที่ถูกต้อง   อยากทำอะไรดีๆ เพราะมีตัณหาเป็นความอยากที่ไม่ถูกต้อง   ฉะนั้นวันหนึ่งคุณโยมทำรายการนะ   แต่คุณโยมมีเงินมากแล้วมีชื่อเสียงมากพอแล้ว   คุณอยากจะให้แต่สาระประโยชน์แก่คนไทยล้วนๆ นี่แหละความอยากของคน  เป็นความอยากที่ถูกต้อง</p>
<p>วู้ดดี้ : ตอนนี้คนไทยทั้งประเทศมีความทุกข์เยอะ   บางทีหาทางไม่ได้ก็ฆ่าตัวตาย  วู้ดดี้ออยากจะให้คนที่ดูอยู่และมีความรู้สึกแบบนั้น  ได้มีโอกาสในการคิด   อยากจะให้พระอาจารย์ช่วยให้เขามีสติหน่อย<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี : พระอาจารย์อยากให้เขาลุกขึ้นมา  เดินออกจากสภาพแวดล้อมอย่างนั้น  แค่คุณเดินออกไปพลังงานด้านลบก็จะหายไปจากตัวคุณแล้ว   ถ้าคุณมีแนวโน้มกำลังจะฆ่าตัวตาย  คุณพูดให้เพื่อนฟังนะ   โทรศัพท์ไปหาเพื่อน  เพื่อนจับสัญญาณได้  เพื่อนจะได้ช่วยคุณได้</p>
<p>วู้ดดี้ : ถ้าคนที่ไม่มีเพื่อนล่ะครับ  ไม่มีเพื่อนไม่มีครอบครัว  อยู่คนเดียวล่ะ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี : คุณก็สร้างขึ้นมาใหม่ให้มันมีได้นี่   เปิดโทรทัศน์ก็ได้  ไปหาเทปธรรมะมาฟังก็ได้   เพื่อนมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง  ขึ้นอยู่แต่ว่าคุณเปิดหูเปิดตาเปิดใจหรือเปล่า   เคยได้ยินคำนี้มั้ย   โลกของวู้ดดี้ต้องไม่เคยได้ยินอะไรอย่างนี้แน่ๆ  “กัลยาณมิตร”   อีกคำหนึ่ง good friend  เพื่อนแท้   แต่คนไทยไม่ชอบหรือบางทีไม่ให้ความสำคัญกับกัลยาณมิตรนะ  บางทีเราไม่รู้จักด้วยซ้ำ   เรามีสิ่งหนึ่งมากเกินไปนั่นคือ ปาปมิตร  เพื่อนชั่ว  เพื่อนเลว  ชวนกันไปกิน  ชวนกันไปเที่ยว<br />
วู้ดดี้ : สนุกมาก<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี : ชวนกันไปเล่น<br />
วู้ดดี้ : โห&#8230;มันมันส์<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี : ชวนกันไปเมา<br />
วู้ดดี้ : สนุกเลย<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี : ปาปมิตรทั้งหมด  เขาเรียกเพื่อนชั่ว  คบแล้วต่ำลงๆๆๆ บางทีหน้าตาดีแต่ใจต่ำ </p>
<hr />
คำถามสุดท้ายที่ผมจะถามท่าน ว.วชิรเมธี เป็นคำถามที่หลายคนบอกว่า  เราไม่ควรถามพระ  แต่ผมเชื่อว่าท่านมีคำตอบครับ</p>
<p>วู้ดดี้ : ท่านเป็นเพศชายแน่นอน  ท่านเข้ามาอยู่ในโลกของธรรมะ  ท่านสามารถระงับอารมณ์ทางเพศได้อย่างไร<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี : เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่เรา  จะไปให้ความสำคัญกับมันมากหรือน้อย  คนทุกคนมีนะ  อารมณ์ทุกอย่างที่มีในปุถุชนก็มีในพระทั้งหมด   แต่พระเราจะถูกสอนให้เรียนรู้ที่จะไม่ต่อยอดสิ่งเหล่านี้</p>
<p>วู้ดดี้ : แสดงว่าเวลาเกิดกำหนัดเราก็แค่ไม่ต่อยอด&#8230;จบ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี : เราก็เดินหนี  แค่นั้นเอง  กามารมณ์เกิดจากความคิด<br />
วู้ดดี้ : งั้นเวลาสมมติว่าท่านท่องเน็ต  แล้วดันเผอิญไปคลิกผิดแล้วมีไซต์โป๊ขึ้นมา  เคยมีมั้ยฮะ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี : มันแย่มากเพราะอาตมาไม่ไปท่องเว็บที่ไร้สาระแบบนั้นอยู่แล้ว  แต่ถ้ามันเข้ามาก็ไม่เป็นปัญหาถ้าเราไม่ต่อยอด   แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ชัดแล้วหลังตรัสรู้ว่ากามารมณ์ก็คือความคิด   ถ้าคุณไม่คิด  ความรู้สึกเชิงกามารมณ์ไม่เคยมีตัวตน</p>
<p>วู้ดดี้ : มนุษย์เราต้องมีเพศสัมพันธ์ใช่มั้ยฮะ  มันก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นความสุขทางโลก   ถ้าไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ไม่มีเราทุกวันนี้   เราจะอธิบายได้ยังไง  เราจะแยกแยะได้ยังไง   ไม่งั้นโลกทั้งโลกใบนี้   ผู้ชายทุกคนก็ควรต้องเป็นพระสิครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี : ไม่มีใครพูดอย่างนั้น  พระพุทธเจ้าก็ไม่พูดอย่างนั้น   เรามักจะคิดว่าความสุขที่เข้มข้นที่สุด  ถึงอกถึงใจที่สุดคือความสุขเชิงกามารมณ์ใช่มั้ย  หยิบจับสัมผัสได้  แต่คุณลืมไปว่าความสุขมันเป็นขั้นบันไดนะ  แต่มนุษย์ติดอยู่บันไดขั้นแรกคือสุขจากกามารมณ์แล้วก็คิดว่าถึงที่สุดแล้ว หลวงพ่อไม่เท่าฉันหรอกน่า<br />
         ไอ้พวกนี้มันอยู่ในมูตรในคูถแล้วมีความสุขที่สุด  แล้วมันไปสงสารคนอื่นที่ไม่มีความสุขเหมือนตัวเอง   คิดว่าความสุขจากกามารมณ์เป็นสุขที่วิเศษที่สุด  หลวงพ่อหลวงพี่ทั้งหลายไม่มีโอกาส  สู้เราไม่ได้</p>
<p>วู้ดดี้ : เราถึงจุดสุดยอดแต่พระไม่ถึง<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี : ใช่  เราลืมไปว่าจุดสุดยอดไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องเกิดจากกามารมณ์เท่านั้น  มันอาจจะเป็น Spiritual Orgasm ก็ได้<br />
วู้ดดี้ : มันมี Orgasm หลายแบบ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี : ใช่  ทำไมคุณไปคิดว่ามันมีแค่ไหนล่ะ</p>
<p>วู้ดดี้ : งั้นความสุขทางโลกของเราจริงๆ แล้วในหลักของพระพุทธศาสนามันไม่ใช่อย่างนั้นเลยใช่มั้ย<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี : คือความสุขที่มนุษย์บอกว่าสุขที่ถึงที่สุดแล้วก็ทุกข์ถึงที่สุดก็เพราะความ สุขชนิดนี้   คือสุขเพราะกามารมณ์   พระอาจารย์อยากจะบอกว่ามันเป็นแค่ความสุขขั้นต่ำที่สุด  จุดสุดยอดในวงการพุทธศาสนาคือการเป็นพระอรหันต์   การบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเหมือนที่พระพุทธเจ้าบรรลุ   พอเราไปถึงที่สุดทุกข์เราบรรลุมรรคผล   เราวิวัฒนาการถึงจุดสูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์  มีความสุขตลอดกาล   ยังมีขั้นที่สองนะ  ปัญญาสุข  สุขจากการแสวงหาปัญญา</p>
<p>วู้ดดี้ : แล้วขั้นต่อไปล่ะครับ<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี : ขั้นที่สาม  สมาธิสุข  สุขจากการที่หลับตานั่งนิ่งๆ  ตามดูลมหายใจ  พอจิตสงบร่างกายก็สดชื่นเบิกบานหลั่งสารเอนโดฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออก มานะ   เท่านั้นแหละวู้ดดี้จะรู้สึกว่ามันชุ่มเย็นมันเบิกบานทั้งเนื้อทั้งตัว   พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า   เวลาสารแห่งความสุขหลั่งออกมา  ไม่มีตรงไหนตั้งแต่หัวจรดเท้าที่รังสีแห่งความสุขแผ่ไปไม่ถึง  นี่เรียกว่าสมาธิสุข   วันหลังลองนั่งสมาธินานๆ ซักครั้งละครึ่งชั่วโมง   แล้ววู้ดดี้จะเห็นว่าสุขจากกามารมณ์ที่ตัวเองเคยผ่านพบมันเป็นแค่อะไรที่ เล็กที่สุด  ต่ำต้อยที่สุด   แล้วเธอจะหันไปมองความสุขชนิดนั้นเหมือนคนที่ถ่มน้ำลายทิ้งแล้วไม่เสียหาย เลย   แล้วคุณจะรู้ว่าคุณไปหลงอยู่ตรงนั้นเสียตั้งนาน  สุขที่สูงกว่านั้นยังมีอยู่ทำไมไม่มอง   บางครั้งมาดูถูกด้วยนะ<br />
         นี่แค่ขั้นที่สามเองนะ สมาธิสุขจนน้ำหูน้ำตาไหล  นี่ขั้นที่สาม   สุขที่สี่  สุขสุดท้ายที่ปลายทางชีวิตมนุษย์ทุกคนควรไปให้ถึง  นิพพานสุข  เป็นความสุขที่เราเป็นอิสระจากกิเลสอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>ตั้งแต่ผมเกิดมา  ผมไม่เคยเสียน้ำตาแต่มีความสุขมากขนาดนี้ครับ  อาจเป็นเพราะว่าผมได้คำตอบแล้วในที่สุด   สุดท้ายเรื่องที่ผมคิดว่าไกลตัวผมมากกลับกลายเป็นสิ่งที่ใกล้มากกว่าที่คุณ คิด   เพราะทั้งหมดคือเรื่องของใจและตัวเราเอง   และแล้วแขกรับเชิญที่ผมคิดว่าไม่ใช่มากที่สุดกลับกลายเป็นแขกที่ใช่ที่สุด สำหรับผม</p>
<hr />
<object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/tQSFP6qIuWk&#038;color1=0xb1b1b1&#038;color2=0xcfcfcf&#038;feature=player_embedded&#038;fs=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowScriptAccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/tQSFP6qIuWk&#038;color1=0xb1b1b1&#038;color2=0xcfcfcf&#038;feature=player_embedded&#038;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" allowScriptAccess="always" width="425" height="344"></embed></object></p>
<hr />
<object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/gSMy3kF91x8&#038;color1=0xb1b1b1&#038;color2=0xcfcfcf&#038;feature=player_embedded&#038;fs=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowScriptAccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/gSMy3kF91x8&#038;color1=0xb1b1b1&#038;color2=0xcfcfcf&#038;feature=player_embedded&#038;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" allowScriptAccess="always" width="425" height="344"></embed></object></p>
<hr />
<object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/XvBzsX9XJSo&#038;color1=0xb1b1b1&#038;color2=0xcfcfcf&#038;feature=player_embedded&#038;fs=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowScriptAccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/XvBzsX9XJSo&#038;color1=0xb1b1b1&#038;color2=0xcfcfcf&#038;feature=player_embedded&#038;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" allowScriptAccess="always" width="425" height="344"></embed></object></p>
<hr />
<object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/92MIxxAFwlU&#038;color1=0xb1b1b1&#038;color2=0xcfcfcf&#038;feature=player_embedded&#038;fs=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowScriptAccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/92MIxxAFwlU&#038;color1=0xb1b1b1&#038;color2=0xcfcfcf&#038;feature=player_embedded&#038;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" allowScriptAccess="always" width="425" height="344"></embed></object></p>
<hr />
เทปสัมภาษณ์ของคุณวู้ดดี้ชิ้นนี้ถือเป็นงานชิ้นที่ดีจริงๆครับ อยากให้ได้ฟัง เพื่อตอบคำถามพุทธแบบง่ายๆและมีปัญญาครับ สิ่งที่น่าติดตามคือหลังจากเทปนี้ คุณวู้ดดี้จะดำเนินรายการต่างไปจากเดิมไหม และการสัมภาษณ์นี้ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรไหมกับผู้สัมภาษณ์ก็เป็นเรื่องที่น่าติดตามมากๆครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.geranun.com/archives/570/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทปสัมภาษณ์ที่อยากให้คุณฟัง ท่าน ว.วชิรเมธีกับวู๊ดดี้</title>
		<link>http://www.geranun.com/archives/565</link>
		<comments>http://www.geranun.com/archives/565#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Oct 2009 03:04:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>G®anun</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะก่อนตาย]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[วัดเขาศาลา]]></category>
		<category><![CDATA[การปฏิบัติธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.geranun.com/?p=565</guid>
		<description><![CDATA[
			
				
			
		
เป็นเทปที่ละเอียดอ่อนที่ คุณวู๊ดดี้ตั้งคำถามล่อแหลมเกี่ยวกับสุขกามารมณ์
(แต่ถ้าไม่ใช่คุณวู้ดดี้ก็ยากนะที่จะมีพิธีกรคนไหนกล้ายิงคำถาม ที่หลายคนแอบคิดแบบนี้)
แต่ท่าน ว.วชิระเมธี ตอบได้อย่างละเอียดกระจ่างใสในทางธรรมอย่างหมดจด
จนอยากให้ได้เพื่อนๆที่สนใจธรรมะและพลาดโอกาสได้ฟัง ได้ดูสักครั้ง
ขอเป็นหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่ครับ
เครดิต คนภูธรGO ONนครบาล
ยูทูป และถอดข้อความโดยคุณ Edna Mode
และกระทู้จากพันทิปครับ 

{{{ ถอดเทปเป็นตัวอักษร }}}
วู้ดดี้ : ท่านเป็นเพศชายแน่นอน ท่านเข้ามาอยู่ในโลกของธรรมะเนี่ย&#8230;ท่านสามารถระงับอารมณ์
ทางเพศได้ยังไง?
ว. : เรื่องแบบนี้นี่มันอยู่ที่เราจะไปให้ความสำคัญกับมันมากหรือน้อย คนทุกคนนี่มีนะ อารมณ์ทุก
อย่างที่มีในปุถุชนก็มีในพระเหมือนกันทั้งหมด แต่พระเราจะถูกสอนให้เรียนรู้ที่จะไม่ต่อยอดกับสิ่ง
เหล่านี้
วู้ดดี้ : แสดงว่าเวลาเกิดกำหนัดเราแค่ไม่ต่อยอด&#8230;จบ
ว. : เราก็เดินหนี แค่นั้นเอง กามารมณ์เกิดจากความคิด
วู้ดดี้ : งั้นเวลาสมมติว่าท่านท่องเน็ต แล้วมันดันเผอิญไปคลิกผิด&#8230;เอาอย่างนี้ดีกว่า แล้วมันมีไซท์
โป๊ขึ้นมา เคยมีมั้ยฮะ?
ว. : มันยากมาก เพราะอาตมาไม่ไปท่องเว็บที่มันไร้สาระแบบนั้นอยู่แล้ว ใช่ไหมล่ะ แต่ถ้ามันเข้ามา
ก็ไม่เป็นปัญหาถ้าเราไม่ต่อยอด พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ชัดหลังตรัสรู้แล้วนี่นะ ว่ากามารมณ์ก็คือ
ความคิด ถ้าคุณไม่คิด ความรู้สึกในเชิงกามารมณ์ไม่เคยมีตัวตน
วู้ดดี้ : มนุษย์เราต้องมีเพศสัมพันธ์ ถูกมั้ยฮะ? มันก็ต้องยอมรับว่ามันคือความสุขทางโลก ถ้าไม่มี
เพศสัมพันธ์ก็จะไม่มีเราทุกวันนี้ ถูกไหมครับพระอาจารย์? เราจะอธิบายได้อย่างไร เราจะแยกแยะได้
อย่างไร ไม่งั้นโลกทั้งโลกใบนี้ผู้ชายทุกคนก็ควรจะต้องเป็นพระสิ ถูกไหมครับ?
ว. : ไม่มีใครพูดอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็ไม่พูดอย่างนั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.geranun.com/archives/565" type="icon"></fb:share-button><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.geranun.com/archives/565&amp;layout=standard&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=like&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;">
			<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F565"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F565&amp;source=granun&amp;style=normal" height="61" width="50" title="เทปสัมภาษณ์ที่อยากให้คุณฟัง ท่าน ว.วชิรเมธีกับวู๊ดดี้ | geranun.com" alt=" เทปสัมภาษณ์ที่อยากให้คุณฟัง ท่าน ว.วชิรเมธีกับวู๊ดดี้ | geranun.com" /><br />
			</a>
		</div>
<p>เป็นเทปที่ละเอียดอ่อนที่ คุณวู๊ดดี้ตั้งคำถามล่อแหลมเกี่ยวกับสุขกามารมณ์<br />
(แต่ถ้าไม่ใช่คุณวู้ดดี้ก็ยากนะที่จะมีพิธีกรคนไหนกล้ายิงคำถาม ที่หลายคนแอบคิดแบบนี้)<br />
แต่ท่าน ว.วชิระเมธี ตอบได้อย่างละเอียดกระจ่างใสในทางธรรมอย่างหมดจด<br />
จนอยากให้ได้เพื่อนๆที่สนใจธรรมะและพลาดโอกาสได้ฟัง ได้ดูสักครั้ง<br />
ขอเป็นหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่ครับ</p>
<p>เครดิต คนภูธรGO ONนครบาล<br />
ยูทูป และถอดข้อความโดยคุณ Edna Mode<br />
และ<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8395273/A8395273.html">กระทู้จากพันทิป</a>ครับ </p>
<p><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/CiOWQBbDPS0&#038;hl=en&#038;fs=1&#038;"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/CiOWQBbDPS0&#038;hl=en&#038;fs=1&#038;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object></p>
<p>{{{ ถอดเทปเป็นตัวอักษร }}}</p>
<p>วู้ดดี้ : ท่านเป็นเพศชายแน่นอน ท่านเข้ามาอยู่ในโลกของธรรมะเนี่ย&#8230;ท่านสามารถระงับอารมณ์<br />
ทางเพศได้ยังไง?</p>
<p>ว. : เรื่องแบบนี้นี่มันอยู่ที่เราจะไปให้ความสำคัญกับมันมากหรือน้อย คนทุกคนนี่มีนะ อารมณ์ทุก<br />
อย่างที่มีในปุถุชนก็มีในพระเหมือนกันทั้งหมด แต่พระเราจะถูกสอนให้เรียนรู้ที่จะไม่ต่อยอดกับสิ่ง<br />
เหล่านี้</p>
<p>วู้ดดี้ : แสดงว่าเวลาเกิดกำหนัดเราแค่ไม่ต่อยอด&#8230;จบ</p>
<p>ว. : เราก็เดินหนี แค่นั้นเอง กามารมณ์เกิดจากความคิด</p>
<p>วู้ดดี้ : งั้นเวลาสมมติว่าท่านท่องเน็ต แล้วมันดันเผอิญไปคลิกผิด&#8230;เอาอย่างนี้ดีกว่า แล้วมันมีไซท์<br />
โป๊ขึ้นมา เคยมีมั้ยฮะ?</p>
<p>ว. : มันยากมาก เพราะอาตมาไม่ไปท่องเว็บที่มันไร้สาระแบบนั้นอยู่แล้ว ใช่ไหมล่ะ แต่ถ้ามันเข้ามา<br />
ก็ไม่เป็นปัญหาถ้าเราไม่ต่อยอด พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ชัดหลังตรัสรู้แล้วนี่นะ ว่ากามารมณ์ก็คือ<br />
ความคิด ถ้าคุณไม่คิด ความรู้สึกในเชิงกามารมณ์ไม่เคยมีตัวตน</p>
<p>วู้ดดี้ : มนุษย์เราต้องมีเพศสัมพันธ์ ถูกมั้ยฮะ? มันก็ต้องยอมรับว่ามันคือความสุขทางโลก ถ้าไม่มี<br />
เพศสัมพันธ์ก็จะไม่มีเราทุกวันนี้ ถูกไหมครับพระอาจารย์? เราจะอธิบายได้อย่างไร เราจะแยกแยะได้<br />
อย่างไร ไม่งั้นโลกทั้งโลกใบนี้ผู้ชายทุกคนก็ควรจะต้องเป็นพระสิ ถูกไหมครับ?</p>
<p>ว. : ไม่มีใครพูดอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็ไม่พูดอย่างนั้น เรามักจะคิดว่าความสุขที่เข้มข้นที่สุดถึงอก<br />
ถึงใจที่สุดคือความสุขเชิงกามารมณ์ ใช่ไหม? หยิบจับสัมผัสได้ แต่คุณลืมไปว่าความสุขมันเป็นขั้นบันไดนะ<br />
แต่มนุษย์นี่มาติดอยู่บันไดขั้นแรกคือความสุขจากกามารมณ์<br />
แล้วก็คิดว่าถึงที่สุดแล้ว โอ้โฮหลวงพ่อไม่เท่าชั้นหรอกน่าาาา&#8230;(วู้ดดี้หัวเราะ) ไอ้พวกนี้มันอยู่ใน<br />
มูตรในคูถแล้วมันก็คิดว่ามันมีความสุขที่สุดน่ะ เออ&#8230;แล้วมันไปสงสารคนอื่นที่ไม่มีความสุขเหมือน<br />
ตัวเอง (ใช่ครับ) คิดว่าความสุขจากกามารมณ์เป็นความสุขที่วิเศษที่สุด หลวงพ่อหลวงพี่ทั้งหลายไม่<br />
มีโอกาส สู้พวกเราไม่ได้</p>
<p>วู้ดดี้ : เพราะเราถึงจุดสุดยอด แต่พระไม่ถึง</p>
<p>ว. : ใช่ เราลืมไปว่าสุขสุดยอดนี่นะ ไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องเกิดจากกามารมณ์เท่านั้น มันอาจ<br />
จะเป็น spiritual orgasm (สุขสุดยอดทางจิตวิญญาณ)</p>
<p>วู้ดดี้ : เอ้ออออ&#8230;มันมีออร์แก๊สซั่มหลายแบบเนอะพระอาจารย์</p>
<p>ว. : ใช่&#8230;ทำไมคุณไปคิดว่ามันมีแค่นั้นล่ะ</p>
<p>วู้ดดี้ : งั้นความสุขในทางโลกของเราเนี่ย จริงๆ แล้วในหลักพุทธศาสนามันไม่ใช่อย่างนั้นเลยใช่มั้ย?</p>
<p>ว. : คือความสุขที่มนุษย์บอกว่าสุขถึงที่สุดและก็ทุกข์ถึงที่สุด ก็เพราะความสุขชนิดนี้นี่นะ<br />
คือสุขเพราะกามารมณ์นี่ พระอาจารย์อยากจะบอกว่ามันเป็นแค่ความสุขขั้นต่ำที่สุด จุดสุดยอด<br />
ในวงการพุทธศาสนาคือการเป็นพระอรหันต์ การบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเหมือนที่พระพุทธ<br />
เจ้าบรรลุ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปถึงที่สุดทุกข์ เราบรรลุมรรคผลนิพพาน เราวิวัฒนาการถึงจุดสูงสุดแห่ง<br />
ความเป็นมนุษย์และเรามีความสุขตลอดกาล</p>
<p>   ยังมีขั้นที่สองนะ ปัญญาสุข สุขจากการแสวงหาปัญญา</p>
<p>   ขั้นที่สาม สมาธิสุข สุขจากการที่หลับตานั่งนิ่งๆ ตามดูลมหายใจ พอจิตสงบร่างกายก็สดชื่นเบิก<br />
บานหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมานะ เท่านั้นแหละวู้ดดี้จะรู้สึกว่ามันชุ่มเย็นมันเบิก<br />
บานไปทั้งเนื้อทั้งตัว</p>
<p>    พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า เวลาสารแห่งความสุขมันหลั่งออกมานะ ไม่มีที่ไหนตั้งแต่หัวจรด<br />
เท้าที่รังสีแห่งความสุขแผ่ไปไม่ถึง นี่เรียกว่าสมาธิสุขนะ วันหลังลองนั่งสมาธินานๆ นะ ซักครั้งละ<br />
ครึ่งชั่วโมงนะ แล้ววู้ดดี้จะเห็นว่าสุขจากกามารมณ์ที่ตัวเองเคยผ่านพบนะมันเป็นแค่อะไรที่เล็กที่สุด ต่ำ<br />
ต้อยที่สุด แล้วเธอจะหันไปมองความสุขชนิดนั้นเหมือนกับคนที่ถ่มน้ำลายทิ้งแล้วไม่เสียดายเลย แล้ว<br />
คุณจะรู้ว่าคุณมันหลงอยู่ตรงนั้นซะตั้งนาน สุขสูงกว่านั้นก็มีอยู่ทำไมไม่มอง ไม่เพียงแต่ไม่มองบางครั้ง<br />
มันดูถูกด้วยนะ เห็นมั้ย นี่ก็แค่ขั้นที่สามนะ สมาธิสุขนี่นะ สุขจนน้ำหูน้ำตาไหลนี่แค่ขั้นที่สาม</p>
<p>    สุขที่สี่ สุขที่สุดท้ายปลายทางชีวิตมนุษย์ทุกคนควรไปให้ถึง <strong>นิพพานสุข</strong> เป็นความสุขที่เราเป็นอิสระจากกิเลสอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-<br />
ด้วยความคารวะอย่างสูงต่อท่าน ว.วชิระเมธี ครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.geranun.com/archives/565/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลด ละ กิเลสตัวเองง่ายๆ</title>
		<link>http://www.geranun.com/archives/563</link>
		<comments>http://www.geranun.com/archives/563#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Oct 2009 14:36:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>G®anun</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะก่อนตาย]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[วัดเขาศาลา]]></category>
		<category><![CDATA[การปฏิบัติธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.geranun.com/?p=563</guid>
		<description><![CDATA[
			
				
			
		
บันทึกส่วนตัวกับาการบ้านปฏิบัติธรรม ณ วันก่อนวันออกพรรษา 4 ตค.2552
ดูอาการของกิเลสของตนเอง ตั้งแต่เริ่มจนจบบ่อยๆตามจริง
หลักๆก็คือ ดูอย่างมีสติ
ดูตามจริงว่าตนมีกิเลสอะไรบ้างในแต่ละวัน แต่ละวินาที
เราต้องรู้จักอาการของกิเลสของตนให้ชัดก่อน
ถ้าเราดูกิเลสที่เคลื่อนไหวไปตามสิ่งเร้าต่างๆในชีวิตอย่างมีสติ
เราก็จะเห็นกิเลสของตนเอง
เราดูไปเรื่อยๆ
เห็นอาการที่แสดงออกของกิเลสของตน
รัก ชอบ โกรธ หลง โมหะ อยากได้ พอใจอะไรก็เห็นไปตามนั้น
ดูโดยไม่ต้องไปฝืนจะแก้ จะห้ามมัน
การดูอาการตามธรรมชาติของตนที่แสดงกิเลสให้ชัด  เห็นชัด
ก็เกิดตัวรู้ เกิดความเท่าทันกิเลส มันก็จะสงบระงับลงเพราะสติทันกิเลส
ยิ่งมีสติ จิตดูทันอาการของจิตที่แสดงกิเลสทุกขณะเวลาได้
ก็จะเริ่มละ ลด แรงของกิเลสนั้นได้
เมื่อทันมากเราจะรู้ว่า
ณ เวลานี้อาการของกิเลสเดิมของเรา
ส่วนไหนเพลาลง ส่วนไหนลดลง หรือส่วนไหนละได้เท่าใด
เรียกว่า จิตดู สติรู้
จิตดู สติรู้ ได้แค่ไหน
ก็อยู่ที่การปฏิบัติสมาธิ
รู้ตัวเองว่าปฏิบัติด้วยความเข้าใจทางปัญญาได้แค่ไหน
ขณะเดียวกันก็ควรมีศีลให้ใจผ่องแผ้ว เบิกบาน และมีศรัทธาในการปฏิบัติ
ศีลที่บริบูรณ์เพราะพยายามรักษษในกรอบ
กับศีลที่บริบูรณ์โดยเนื้อธรรมชาติ ด้วยเห็นโทษ เห็นทุกข์ของผู้ไม่อยู่ในศีล
ก็ยังมีเนื้อต่างกัน
ศรัทธาโดยตามๆเขาไป เขาว่า เราทำ เราเชื่อก็แบบหนึ่ง
ศรัทธาโดยจิตเต็มเปี่ยมเห็นซึ้งถึงที่พึ่ง ว่าพึ่งได้จริง เป็นศรัทธาในเขตบุญพุทธศาสนาก็อย่างหนึ่ง
ยิ่งหากศรัทธาโดยปราศจากวิกิจฉา ความลังเลสงสัยอีก
เพราะปฏิบัติเกิดตัวรู้ เห็นทางรำไรที่จะพ้นทุกข์ พ้นเกิดแก่เจ็บตายได้จริงก็แบบหนึ่ง
ยิ่งปฏิบิต ยิ่งสอบทานตัวเอง ยิ่งเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ
อวิชชา มายาคติ สัญญา นิวรณ์ต่างๆ อาการของกิเลสต่างๆในตัวเราที่แสดงออก
ก็จะมีผลต่อเราต่างออกไปจากเดิม
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.geranun.com/archives/563" type="icon"></fb:share-button><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.geranun.com/archives/563&amp;layout=standard&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=like&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;">
			<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F563"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F563&amp;source=granun&amp;style=normal" height="61" width="50" title="ลด ละ กิเลสตัวเองง่ายๆ | geranun.com" alt=" ลด ละ กิเลสตัวเองง่ายๆ | geranun.com" /><br />
			</a>
		</div>
<p>บันทึกส่วนตัวกับาการบ้านปฏิบัติธรรม ณ วันก่อนวันออกพรรษา 4 ตค.2552<br />
ดูอาการของกิเลสของตนเอง ตั้งแต่เริ่มจนจบบ่อยๆตามจริง<br />
หลักๆก็คือ ดูอย่างมีสติ<br />
ดูตามจริงว่าตนมีกิเลสอะไรบ้างในแต่ละวัน แต่ละวินาที<br />
เราต้องรู้จักอาการของกิเลสของตนให้ชัดก่อน<br />
ถ้าเราดูกิเลสที่เคลื่อนไหวไปตามสิ่งเร้าต่างๆในชีวิตอย่างมีสติ<br />
เราก็จะเห็นกิเลสของตนเอง</p>
<p>เราดูไปเรื่อยๆ<br />
เห็นอาการที่แสดงออกของกิเลสของตน<br />
รัก ชอบ โกรธ หลง โมหะ อยากได้ พอใจอะไรก็เห็นไปตามนั้น<br />
ดูโดยไม่ต้องไปฝืนจะแก้ จะห้ามมัน</p>
<p>การดูอาการตามธรรมชาติของตนที่แสดงกิเลสให้ชัด  เห็นชัด<br />
ก็เกิดตัวรู้ เกิดความเท่าทันกิเลส มันก็จะสงบระงับลงเพราะสติทันกิเลส</p>
<p>ยิ่งมีสติ จิตดูทันอาการของจิตที่แสดงกิเลสทุกขณะเวลาได้<br />
ก็จะเริ่มละ ลด แรงของกิเลสนั้นได้</p>
<p>เมื่อทันมากเราจะรู้ว่า<br />
ณ เวลานี้อาการของกิเลสเดิมของเรา<br />
ส่วนไหนเพลาลง ส่วนไหนลดลง หรือส่วนไหนละได้เท่าใด<br />
เรียกว่า จิตดู สติรู้</p>
<p>จิตดู สติรู้ ได้แค่ไหน<br />
ก็อยู่ที่การปฏิบัติสมาธิ<br />
รู้ตัวเองว่าปฏิบัติด้วยความเข้าใจทางปัญญาได้แค่ไหน<br />
ขณะเดียวกันก็ควรมีศีลให้ใจผ่องแผ้ว เบิกบาน และมีศรัทธาในการปฏิบัติ</p>
<p>ศีลที่บริบูรณ์เพราะพยายามรักษษในกรอบ<br />
กับศีลที่บริบูรณ์โดยเนื้อธรรมชาติ ด้วยเห็นโทษ เห็นทุกข์ของผู้ไม่อยู่ในศีล<br />
ก็ยังมีเนื้อต่างกัน</p>
<p>ศรัทธาโดยตามๆเขาไป เขาว่า เราทำ เราเชื่อก็แบบหนึ่ง<br />
ศรัทธาโดยจิตเต็มเปี่ยมเห็นซึ้งถึงที่พึ่ง ว่าพึ่งได้จริง เป็นศรัทธาในเขตบุญพุทธศาสนาก็อย่างหนึ่ง<br />
ยิ่งหากศรัทธาโดยปราศจากวิกิจฉา ความลังเลสงสัยอีก<br />
เพราะปฏิบัติเกิดตัวรู้ เห็นทางรำไรที่จะพ้นทุกข์ พ้นเกิดแก่เจ็บตายได้จริงก็แบบหนึ่ง</p>
<p>ยิ่งปฏิบิต ยิ่งสอบทานตัวเอง ยิ่งเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>อวิชชา มายาคติ สัญญา นิวรณ์ต่างๆ อาการของกิเลสต่างๆในตัวเราที่แสดงออก<br />
ก็จะมีผลต่อเราต่างออกไปจากเดิม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.geranun.com/archives/563/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บันทึกระหว่างปฏิบัติธรรม</title>
		<link>http://www.geranun.com/archives/499</link>
		<comments>http://www.geranun.com/archives/499#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Jun 2009 08:41:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>G®anun</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะก่อนตาย]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[วัดเขาศาลา]]></category>
		<category><![CDATA[การปฏิบัติธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.geranun.com/?p=499</guid>
		<description><![CDATA[
			
				
			
		
เป็นบันทึกธรรมดาหลังจากการปฏิบัติธรรม เขียนบันทึกความเข้าใจเก็บไว้เฉยๆครับ
จิตเป็นไปตามสภาวะ ไม่ข้องเกี่ยว ไม่ยึดติด
สภาวะที่เคลื่อนไป เกิดขึ้น แต่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่เป็นพันธะต่อจิตอีก
ได้ยินเสียงก็ได้ยินของมันอย่างนั้น ไม่ต้องไม่พยายามไม่สนใจฟัง หรือสนใจฟัง
รู้ว่าได้ยิน เสียงเพลงนั้นได้ยินก็ได้ยิน ไม่พยายามไม่ได้ยิน
รู้ว่าได้ยิน แต่จิตไม่ข้องเกี่ยว ไม่ข้องเกี่ยวก็ไม่มีเสาเรือนให้ปลูก
สุขเวทนา ทุกข์เวทนา ก็ย่อมเห็น ความพึงพอใจ ความไม่พึงพอใจย่อมไม่เกิด
ย่อมเป็นสภาวะของมันไป
รู้ว่าได้กลิ่น ก็ได้กลิ่นของมันอย่างนั้น เป็นสภาวะ
รู้ว่าได้กลิ่น แต่จิตไม่ข้องเกี่ยว ไม่ยึดติด
กลิ่นหอมก็เป็นกลิ่มหอมของมันไป กลิ่นอะไรผ่านมาก็เป็นกลิ่นของมัน
เป็นสภาวะที่ผ่านมา ความพึงพอใจ ความไม่พึงพอใจย่อมไม่เกิด
ไม่มีเสาเรือนให้ปลูก จิตย่อมรู้อย่างนั้นของมันเอง
มีตัวตน มีสังขาร ก็มีของมันไปตามสภาวะอย่างนั้น
จิตไม่ข้องเกี่ยวกับสภาวะที่มันเป็นไป จะเป็นทุกขเวทนา จะเป็นสุขเวทนา
หรือทุกข์อสุขเวทนา ก็ให้มันเป็นไปตามสภาวะที่มันเป็นของมันอย่างนั้น
จิตไม่เกาะเกี่ยว ไม่บังคับ ไม่ยึดอะไร
สภาวะที่เป็นไปอย่างไรก็รู้ว่ามันเป็นไปอย่างนั้น สิ่งนั้นมีอยู่ตั้งอยู่ มันก็มีของมันอย่างนั้น
จิตไม่ปรารถนา หรือปรารถนาเกาะเกี่ยว
จิตไม่พึงเกาะเกี่ยว หรือพึงเกาะเกี่ยว มันไม่ใช่ทั้งสองอย่าง
ไม่สูญ ไม่ตั้งอยู่ เป็นสภาวะว่าง
ว่างจากการเกาะเกี่ยว และไม่เกาะเกี่ยวกับตัณหาทั้งปวง กิเลสทั้งปวง
ไม่มีเชื้อ ไม่มีเสาเรือน ไม่มีเหตุอันเกาะเกี่ยวให้เกิด
สิ่งที่รู้ไม่ใช่การพิจารณาให้รู้ ไม่มีความปรารถนา ไม่มีความอยากให้รู้
ไม่ได้เพ่ง ไม่ได้พยายามพิจารณา ไม่ได้มีและไม่มีความมุ่งหวัง
รู้ตามสภาวะที่เป็นไป สภาวะที่เกิด สภาวะที่ดับ
ที่ดับทั้งหมด เพราะไม่เกาะเกี่ยวทำปฏิกริยากันอีก 
รู้แต่ใช่ว่ามีอารมณ์ ไม่มีอารมณ์
เป็นไปตามสภาวะ แต่ก็ไม่ได้เกาะเกี่ยวสภาวะนั้น
จิตรู้อย่างนั้น และมันเป็นอย่างนั้น
บันทึกเก็บไว้อ่าน เพื่อนำไปสอบทานเปรียบเทียบกับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.geranun.com/archives/499" type="icon"></fb:share-button><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.geranun.com/archives/499&amp;layout=standard&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=like&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;">
			<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F499"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F499&amp;source=granun&amp;style=normal" height="61" width="50" title="บันทึกระหว่างปฏิบัติธรรม | geranun.com" alt=" บันทึกระหว่างปฏิบัติธรรม | geranun.com" /><br />
			</a>
		</div>
<p><strong>เป็นบันทึกธรรมดาหลังจากการปฏิบัติธรรม เขียนบันทึกความเข้าใจเก็บไว้เฉยๆครับ</strong></p>
<p>จิตเป็นไปตามสภาวะ ไม่ข้องเกี่ยว ไม่ยึดติด<br />
สภาวะที่เคลื่อนไป เกิดขึ้น แต่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่เป็นพันธะต่อจิตอีก<br />
ได้ยินเสียงก็ได้ยินของมันอย่างนั้น ไม่ต้องไม่พยายามไม่สนใจฟัง หรือสนใจฟัง<br />
รู้ว่าได้ยิน เสียงเพลงนั้นได้ยินก็ได้ยิน ไม่พยายามไม่ได้ยิน<br />
รู้ว่าได้ยิน แต่จิตไม่ข้องเกี่ยว ไม่ข้องเกี่ยวก็ไม่มีเสาเรือนให้ปลูก<br />
สุขเวทนา ทุกข์เวทนา ก็ย่อมเห็น ความพึงพอใจ ความไม่พึงพอใจย่อมไม่เกิด<br />
ย่อมเป็นสภาวะของมันไป<br />
รู้ว่าได้กลิ่น ก็ได้กลิ่นของมันอย่างนั้น เป็นสภาวะ<br />
รู้ว่าได้กลิ่น แต่จิตไม่ข้องเกี่ยว ไม่ยึดติด<br />
กลิ่นหอมก็เป็นกลิ่มหอมของมันไป กลิ่นอะไรผ่านมาก็เป็นกลิ่นของมัน<br />
เป็นสภาวะที่ผ่านมา ความพึงพอใจ ความไม่พึงพอใจย่อมไม่เกิด<br />
ไม่มีเสาเรือนให้ปลูก จิตย่อมรู้อย่างนั้นของมันเอง</p>
<p>มีตัวตน มีสังขาร ก็มีของมันไปตามสภาวะอย่างนั้น<br />
จิตไม่ข้องเกี่ยวกับสภาวะที่มันเป็นไป จะเป็นทุกขเวทนา จะเป็นสุขเวทนา<br />
หรือทุกข์อสุขเวทนา ก็ให้มันเป็นไปตามสภาวะที่มันเป็นของมันอย่างนั้น<br />
จิตไม่เกาะเกี่ยว ไม่บังคับ ไม่ยึดอะไร<br />
สภาวะที่เป็นไปอย่างไรก็รู้ว่ามันเป็นไปอย่างนั้น สิ่งนั้นมีอยู่ตั้งอยู่ มันก็มีของมันอย่างนั้น<br />
จิตไม่ปรารถนา หรือปรารถนาเกาะเกี่ยว<br />
จิตไม่พึงเกาะเกี่ยว หรือพึงเกาะเกี่ยว มันไม่ใช่ทั้งสองอย่าง</p>
<p>ไม่สูญ ไม่ตั้งอยู่ เป็นสภาวะว่าง<br />
ว่างจากการเกาะเกี่ยว และไม่เกาะเกี่ยวกับตัณหาทั้งปวง กิเลสทั้งปวง<br />
ไม่มีเชื้อ ไม่มีเสาเรือน ไม่มีเหตุอันเกาะเกี่ยวให้เกิด</p>
<p>สิ่งที่รู้ไม่ใช่การพิจารณาให้รู้ ไม่มีความปรารถนา ไม่มีความอยากให้รู้<br />
ไม่ได้เพ่ง ไม่ได้พยายามพิจารณา ไม่ได้มีและไม่มีความมุ่งหวัง<br />
รู้ตามสภาวะที่เป็นไป สภาวะที่เกิด สภาวะที่ดับ<br />
ที่ดับทั้งหมด เพราะไม่เกาะเกี่ยวทำปฏิกริยากันอีก </p>
<p>รู้แต่ใช่ว่ามีอารมณ์ ไม่มีอารมณ์<br />
เป็นไปตามสภาวะ แต่ก็ไม่ได้เกาะเกี่ยวสภาวะนั้น<br />
จิตรู้อย่างนั้น และมันเป็นอย่างนั้น</p>
<p>บันทึกเก็บไว้อ่าน เพื่อนำไปสอบทานเปรียบเทียบกับ <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&#038;i=34&#038;p=2">การหยั่งถึงรากภพภูมิเวียนว่ายตายเกิดที่แม้พรหมเองก็ยังไม่หลุดพ้นวัฎฏะสังสาร</a> และการรู้ทัน <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_item.php?book=35&#038;item=1033">ตัณหาวิจริต ๑๐๘</a> ในการปฏิบัติธรรมในลำดับถัดไปครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.geranun.com/archives/499/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Nick Vujicic นิค วูจิซิค</title>
		<link>http://www.geranun.com/archives/490</link>
		<comments>http://www.geranun.com/archives/490#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Jun 2009 11:28:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Geranun™</dc:creator>
				<category><![CDATA[คมความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[มุมมองเล็กๆ]]></category>
		<category><![CDATA[เก็บไว้สอนลูก]]></category>
		<category><![CDATA[Nick Vujicic]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้จักตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[แนวทางการดำเนินชีวิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.geranun.com/?p=490</guid>
		<description><![CDATA[
			
				
			
		
Nick Vujicic นิค วูจิซิค เป็น ชาว ออสเตรเลีย เกิดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2525 จากพ่อแม่ชาวเซอร์เบียซึ่งอุทิศตนให้คริสต์ศาสนา &#8216; เขาเกิดมาไม่มีแขนทั้งสองข้าง มีขาสั้นๆ ข้างเดียวที่มีนิ้วโป้งสองนิ้วเท่านั้น
แทนที่จะมัวหมกมุ่นสงสารตัวเอง หรือโกรธเกรี้ยวผู้คนรอบข้างด้วยเหตุผลต่างๆ นานาของ &#8216;ความไม่ยุติธรรม&#8217; (Why me?) เขากลับบอกพ่อแม่ว่าเขาอยากใช้ชีวิตปกติ ไม่ ต้องการให้ใครมาดูแล หรือปฏิบัติต่อเขาอย่างพิเศษ &#8216; แล้วเขาก็ใช้ชีวิตปกติ ไปโรงเรียนสามัญเรียนร่วมกับเพื่อนที่มีร่างกายสมบูรณ์ ผู้คนต่างมองเขาอย่างประหลาดใจ โดยที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าสิ่งที่พวกเขาคิดกับความเป็นจริงนั้น เป็นคนละเรื่องเลย เขาเรียนจบทางบัญชี และปัจจุบัน เป็นนักสร้างแรงบันดาลใจที่เดินรอบโลก เพื่อพูดกับเด็ก-วัยรุ่นที่มีความคับข้องใจ ไม่พอใจ เป็นตัวอย่างที่มีชีวิต แสดงให้เห็นว่าที่แต่ละคนมีนั้น ยิ่งใหญ่ขนาดไหน จะทุกข์ร้อนอะไรนักหนา
&#8220;No arms, No legs, No worries&#8221;

An amazing story of faith in adversity. If Nick&#8217;s story doesn&#8217;t [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.geranun.com/archives/490" type="icon"></fb:share-button><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.geranun.com/archives/490&amp;layout=standard&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=like&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;">
			<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F490"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F490&amp;source=granun&amp;style=normal" height="61" width="50" title="Nick Vujicic นิค วูจิซิค | geranun.com" alt=" Nick Vujicic นิค วูจิซิค | geranun.com" /><br />
			</a>
		</div>
<p><div id="attachment_491" class="wp-caption aligncenter" style="width: 410px"><a href="http://www.geranun.com/?attachment_id=491" rel="attachment wp-att-491"><img src="http://www.geranun.com/wp-content/uploads/2009/06/a7950951-1-400x322.jpg" alt="Nick Vujicic นิค วูจิซิค" title="The great ผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดาครับ" width="400" height="322" class="size-medium wp-image-491" /></a><p class="wp-caption-text">Nick Vujicic นิค วูจิซิค</p></div><strong>Nick Vujicic นิค วูจิซิค</strong> เป็น ชาว ออสเตรเลีย เกิดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2525 จากพ่อแม่ชาวเซอร์เบียซึ่งอุทิศตนให้คริสต์ศาสนา &#8216; เขาเกิดมาไม่มีแขนทั้งสองข้าง มีขาสั้นๆ ข้างเดียวที่มีนิ้วโป้งสองนิ้วเท่านั้น</p>
<p>แทนที่จะมัวหมกมุ่นสงสารตัวเอง หรือโกรธเกรี้ยวผู้คนรอบข้างด้วยเหตุผลต่างๆ นานาของ &#8216;ความไม่ยุติธรรม&#8217; (Why me?) เขากลับบอกพ่อแม่ว่าเขาอยากใช้ชีวิตปกติ ไม่ ต้องการให้ใครมาดูแล หรือปฏิบัติต่อเขาอย่างพิเศษ &#8216; แล้วเขาก็ใช้ชีวิตปกติ ไปโรงเรียนสามัญเรียนร่วมกับเพื่อนที่มีร่างกายสมบูรณ์ ผู้คนต่างมองเขาอย่างประหลาดใจ โดยที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าสิ่งที่พวกเขาคิดกับความเป็นจริงนั้น เป็นคนละเรื่องเลย เขาเรียนจบทางบัญชี และปัจจุบัน เป็นนักสร้างแรงบันดาลใจที่เดินรอบโลก เพื่อพูดกับเด็ก-วัยรุ่นที่มีความคับข้องใจ ไม่พอใจ เป็นตัวอย่างที่มีชีวิต แสดงให้เห็นว่าที่แต่ละคนมีนั้น ยิ่งใหญ่ขนาดไหน จะทุกข์ร้อนอะไรนักหนา</p>
<p>&#8220;No arms, No legs, No worries&#8221;</p>
<p><object width="320" height="265"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/_q45U7XHeuI&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/_q45U7XHeuI&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="320" height="265"></embed></object></p>
<p>An amazing story of faith in adversity. If Nick&#8217;s story doesn&#8217;t convince us about God&#8217;s love &#038; His power &#038; what faith can do, then nothing else will.<br />
เรื่องเล่าอันน่าอัศจรรย์ใจเกี่ยวกับความเชื่อในภาวะอันยากลำบาก ถ้าเรื่องของนิคไม่ทำให้เราเชื่อเรื่องความรักของพระเจ้าและพลังของพระองค์ รวมถึงสิ่งที่ความเชื่อนั้นทำให้เกิดขึ้นได้ ก็คงไม่มีเรื่องไหนที่จะทำให้เราเชื่อได้อีกแล้ว</p>
<p>My name is Nick Vujicic and I give God the Glory for how He has used my testimony to touch thousands of hearts around the world!<br />
ผมชื่อ นิค วูจิซิค และผมขอมอบสิ่งดีต่าง ๆ ให้เป็นของพระเจ้าสำหรับโอกาสการเป็นพยานของผมที่จับต้องหัวใจของคนนับแสนทั่วโลก!<br />
I was born without limbs and doctors have no medical explanation for this birth &#8220;defect&#8221;. As you can imagine, I was faced with many challenges and obstacles.<br />
ผมเกิดมาโดยที่ ไม่มี แขนขาและหมอก็หาคำอธิบายทางการแพทย์ไม่ได้สำหรับ &#8220;ข้อบกพร่อง&#8221; จากการกำเนิดนี้ อย่างที่คุณน่าจะจินตนาการได้ว่าผมต้องเจอกับความท้าทายและอุปสรรคมากมาย</p>
<p>&#8220;Consider it pure joy, my Brothers, whenever you face trials of many kinds.&#8221;<br />
&#8220;คิดซะว่ามันเป็นความรู้สึกเป็นสุขอันบริสุทธิ์เถิดพี่น้อง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องเจอกับการทดลองในหลายรูปแบบ&#8221;</p>
<p>&#8230;.To count our hurt, pain and struggle as nothing but pure joy? As my parents were Christians, and my Dad even a Pastor of our church, they knew that verse very well.<br />
&#8230; ให้ถือ ว่าความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก และการต่อสู้ดิ้นรนของเราเป็นความรู้สึกอันเป็นสุขงั้นเหรอ? ด้วยความที่พ่อแม่ของผมเป็นคริสเตียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อของผมที่เป็นนักเทศน์ในโบสถ์ พวกเค้ารู้ซื้งในคำพูดนั้นเป็นอย่างดี<br />
However, on the morning of the 4th of December 1982 in Melbourne (Australia), the last two words on the minds of my parents was &#8220;Praise God!&#8221;.<br />
อย่าง ไรก็ตาม เช้าวันหนึ่งของวันที่ 4 ธันวาคม ปี 1982 ที่เมืองเมลเบิร์น (ประเทศออกเตรเลีย) สองคำสุดท้ายที่อยู่ในใจของพ่อแม่ผมก็คือ &#8220;สรรเสริญพระเจ้า!&#8221;<br />
Their firstborn son had been born without limbs! There were no warnings or time to prepare themselves for it. The doctors we shocked and had no answers at all! There is still no medical reason why this had happened and Nick now has a Brother and Sister who were born just like any other baby.<br />
ลูกชายคนแรกของพวกเขาเกิดมาไม่มีแขนขา! ไม่มีคำเตือนใด ๆ หรือแม้แต่เวลาให้เตรียมใจสำหรับเรื่องนี้ หมอก็ตกใจและไม่มีคำตอบใด ๆ เลย! ยังคงไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ใด ๆ ที่จะอธิบายได้ว่าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น และตอนนี้นิคมีทั้งน้องชายและน้องสาวที่เกิดมาเหมือนกับเดกปกติคนอื่น ๆ</p>
<p>The whole church mourned over my birth and my parents were absolutely devastated. Everyone asked, &#8220;if God is a God of Love, then why would God let something this bad happen to not just anyone, but dedicated Christians?&#8221; My Dad thought I wouldn&#8217;t survive for very long, but tests proved that I was a healthy baby boy just with a few limbs missing.<br />
คนทั้งโบสถ์เศร้าโศกกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับการเกิดมาของผม และพ่อแม่ผมก็รู้สึกไปกับเรื่องเหล่านั้น ทุกคนถามว่า &#8220;ถ้าพระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความรัก ถ้างั้นทำไมพระองค์ถึงยอมให้สิ่งเลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่กับใครคนอื่น แต่กับคริสเตียนที่ทุ่มเทแบบนี้&#8221; พ่อผมไม่คิดว่าผมจะมีชิวิตอยู่ได้นานนัก แต่ผลการทดสอบกลับบอกว่าผมเป็นเด็กผู้ชายแข็งแรง เพียงแค่แขนขาหายไปเท่านั้นเอง</p>
<p>Understandably, my parents had strong concern and evident fears of what kind of life I&#8217;d be able to lead. God provided them strength, wisdom and courage through those early years and soon after that I was old enough to go to school.<br />
พ่อ แม่ผมมีความกังวลอย่างมากและแสดงให้ เห็นถึงความกลัวว่าชีวิตแบบไหนกันนะที่ผมจะเติบโตขึ้นมา ซึ่งมันก็เข้าใจได้อยู่หรอก แต่ว่าพระเจ้าก็ให้ความเข้มแข็ง สติปัญญา และความกล้าแก่พวกท่านในการที่จะผ่านสิ่งเหล่านี้ไปได้ในช่วงปีแรก ๆ และไม่นานหลังจากนั้นผมก็โตพอที่จะไปโรงเรียนได้</p>
<p>The law in Australia didn&#8217;t allow me to be integrated into a main-stream school because of my physical disability. God did miracles and gave my Mom the strength to fight for the law to be changed. I was one of the first disabled students to be integrated into a main-stream school.<br />
กฎหมาย ในประเทศไม่อนุญาตให้ผมได้เข้าโรงเรียนที่ดีที่สุดเนื่องจากสภาพความบกพร่อง ทางร่างกายของผม แต่พระเจ้าก็ทำเรื่องมหัศจรรย์และให้พลังแก่แม่ผมในการที่จะต่อสู้กับกฎหมาย เพื่อให้มันเปลี่ยนไป ผมเป็นคนหนึ่งในนักเรียนที่พิการรุ่นแรกที่ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนในระดับ หน้า</p>
<p>I liked going to school, and just try to live life like everyone else, but it was in my early years of school where I encountered uncomfortable times of feeling rejected, weird and bullied because of my physical difference. It was very hard for me to get used to, but with the support of my parents, I started to develop attitudes and values which helped me overcome these challenging times.<br />
ผม ชอบไปโรงเรียนและพยายามที่จะมีชีวิตเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่ผมก็ได้รับรู้ในปีแรก ๆ ของการไปโรงเรียนถึงเวลาที่รู้สึกไม่สบายใจอันเกิดจากการถูกปฎิเสธ รู้สึกแปลกแยกและถูกล้อเลียนจากความแตกต่างทางร่างกายของผม เป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะชินกับความรู้สึกนั้น แต่ด้วยการสนับสนุนของพ่อแม่ ผมเริ่มที่จะพัฒนาทัศนคติที่ดีและคุณค่าที่ช่วยให้ผมก้าวผ่านเวลาแห่งความ ท้าทายนั้น</p>
<p>I knew that I was different but on the inside I was just like everyone else. There were many times when I felt so low that I wouldn&#8217;t go to school just so I didn&#8217;t have to face all the negative attention. I was encouraged by my parents to ignore them and to try start making friends by just talking with some kids. Soon the students realized that I was just like them, and starting there God kept on blessing me with new friends.<br />
ผมรู้ ว่าภายนอกผมต่างจากคนอื่นแต่ข้างในนั้นผมก็เหมือนกับทุกคนแหละ มีหลายครั้งที่ผมรู้สึกแย่มาก ๆ จนไม่อยากไปโรงเรียนเพื่อที่จะไม่ต้องไปเจอเรื่องแย่ ๆ พวกนั้น แต่ผมก็ได้รับการชูใจจากพ่อแม่ในการที่จะไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น และให้เริ่มหาเพื่อนโดยการไปพูดคุยกับเด็กบางคน ไม่นานนักเด็กนักเรียนเหล่านั้นก็รู้ว่าผมก็เหมือนพวกเขานั้นแหละ และจากตรงนั้น พระเจ้าก็อวยพรผมในการพบเพื่อนใหม่</p>
<p>กำลังใจอุ่นๆครับ<br />
<object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/3sHyzatcBq8&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/3sHyzatcBq8&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object></p>
<p>อ่านทั้งหมด</p>
<p>http://dek-d.com/board/view.php?id=1345629</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.geranun.com/archives/490/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Brave Heart</title>
		<link>http://www.geranun.com/archives/484</link>
		<comments>http://www.geranun.com/archives/484#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 May 2009 21:00:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>G®anun</dc:creator>
				<category><![CDATA[คมความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[เก็บไว้สอนลูก]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้จักตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[แนวทางการดำเนินชีวิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.geranun.com/?p=484</guid>
		<description><![CDATA[
			
				
			
		
อาทิตย์นี้
ผมนั่งคุยเรื่องให้กำลังใจตนเองกับหลายๆคนที่กำลังเจอปัญหาและท้อ
ส่วนใหญ่มักจะถามว่าพี่ทำได้อย่างไร ทำไมพี่เข้มแข็งเวลาเจอปัญหาหนักๆ
จนเหมือนเฉยๆ สบายๆไปทุกเรื่อย 
ผมก็มักจะตอบว่าเราต้องสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองให้มาก
ถ้าเรารู้จักกลไกการสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองได้มากพอ เราจะทำได้
แต่หลายคนไม่คิดอย่างนั้น
พอดีได้เจอเคสสร้างแรงบันดาลใจที่โดนมากๆอยู่ชิ้นนึง
จนอดไม่ได้ที่จะเอามาฝาก และก็เชื่อว่าแค่สิ่งที่คุณได้เห็นต่อจากนี้
คงไม่ต้องบรรยายอะไรเพิ่มอีก
ผมหวังเสมอว่าคุณจะมีแรงบันดาลใจสำหรับตัวเอง
โดยไม่มีเงื่อนไข อย่างนั้นอย่างนี้อีกเพราะคิดว่าตัวเองอ่อนแอ
เพราะอะไร ลองมาดูในคลิปนี้เถอะครับ
http://www.youtube.com/watch?v=_q45U7XHeuI

หวังว่าคงจะได้รับสื่อในสิ่งที่ผมตั้งใจครับ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.geranun.com/archives/484" type="icon"></fb:share-button><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.geranun.com/archives/484&amp;layout=standard&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=like&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;">
			<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F484"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F484&amp;source=granun&amp;style=normal" height="61" width="50" title="Brave Heart | geranun.com" alt=" Brave Heart | geranun.com" /><br />
			</a>
		</div>
<p>อาทิตย์นี้<br />
ผมนั่งคุยเรื่องให้กำลังใจตนเองกับหลายๆคนที่กำลังเจอปัญหาและท้อ</p>
<p>ส่วนใหญ่มักจะถามว่าพี่ทำได้อย่างไร ทำไมพี่เข้มแข็งเวลาเจอปัญหาหนักๆ<br />
จนเหมือนเฉยๆ สบายๆไปทุกเรื่อย </p>
<p>ผมก็มักจะตอบว่าเราต้องสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองให้มาก<br />
ถ้าเรารู้จักกลไกการสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองได้มากพอ เราจะทำได้<br />
แต่หลายคนไม่คิดอย่างนั้น</p>
<p>พอดีได้เจอเคสสร้างแรงบันดาลใจที่โดนมากๆอยู่ชิ้นนึง<br />
จนอดไม่ได้ที่จะเอามาฝาก และก็เชื่อว่าแค่สิ่งที่คุณได้เห็นต่อจากนี้<br />
คงไม่ต้องบรรยายอะไรเพิ่มอีก</p>
<p>ผมหวังเสมอว่าคุณจะมีแรงบันดาลใจสำหรับตัวเอง<br />
โดยไม่มีเงื่อนไข อย่างนั้นอย่างนี้อีกเพราะคิดว่าตัวเองอ่อนแอ<br />
เพราะอะไร ลองมาดูในคลิปนี้เถอะครับ</p>
<p><a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.youtube.com/watch?v=_q45U7XHeuI">http://www.youtube.com/watch?v=_q45U7XHeuI</a></p>
<p><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/_q45U7XHeuI&#038;hl=en&#038;fs=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/_q45U7XHeuI&#038;hl=en&#038;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object></p>
<p>หวังว่าคงจะได้รับสื่อในสิ่งที่ผมตั้งใจครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.geranun.com/archives/484/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อย่าเสียเวลาแยกแยะ นึกคิดในสมาธิ</title>
		<link>http://www.geranun.com/archives/127</link>
		<comments>http://www.geranun.com/archives/127#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 31 Dec 2008 09:10:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>G®anun</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะก่อนตาย]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[เกร็ดโหร]]></category>
		<category><![CDATA[กรรมฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[มหาสติ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฎฐานสี่]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.geranun.com/?p=127</guid>
		<description><![CDATA[กรรมฐาน,  ธรรมะ,  วิปัสสนา]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.geranun.com/archives/127" type="icon"></fb:share-button><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.geranun.com/archives/127&amp;layout=standard&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=like&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;">
			<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F127"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F127&amp;source=granun&amp;style=normal" height="61" width="50" title="อย่าเสียเวลาแยกแยะ นึกคิดในสมาธิ | geranun.com" alt=" อย่าเสียเวลาแยกแยะ นึกคิดในสมาธิ | geranun.com" /><br />
			</a>
		</div>
<p><span style="color:#808080">พิจารณาจนเกิดผู้รู้แล้วที่สุดก็ต้องละตัวผู้รู้เสียด้วย มีความต่างที่หลายคนนึกว่าผิด หลังจากที่พิจารณาเห็นรูปนาม เห็นเวทนา เห็นจิต หรืออาการของจิตมาตามลำดับแล้ว ได้น้อมอาการเวทนา รูปนาม อาการของจิต มาพิจารณา (ธรรมไหนเกิดก่อนก็พิจารณาอันนั้นไปตามสภาวะ)  จนเห็นแล้ว เกิดตัวรู้แล้ว ทำไมต่อจากนี้ถึงบอกว่าไม่ต้องพิจารณา แต่ให้ติดตามไปตามสภาวะธรรม มีเพียงแต่สติทันสภาวะที่เกิดขึ้นนั้นอยู่</span> <span style="color:#808080">พูดง่ายๆ ตัวรู้ก็เหมือนเข็มทิศตามธรรมชาติที่เป็นอิสระจากปัจจัยพันธนาการ ย่อมจะชี้ทิศตามปกติได้อย่างถูกต้อง</span> <span style="color:#008080">การเอาความนึกคิด การน้อมพิจารณามาใช้ในช่วงนี้จึงกลายเป็นบ่วงสุดท้าย</span> การดู ไปตามสภาวะ ไปตามธรรมชาติ  ถึงจุดนี้ เราจึงต้องวางทั้งหมดลง มีเพียงสติทัน สติอยู่ ดูไปตามสภาวะธรรม ไม่ต้องนึกว่าเป็นผู้ดู เป็นผู้เห็น หรือใส่ปัจจัยเงื่อนไขใดใด แม้กระทั่งความอยากรู้ อยากเห็น อยากก้าวหน้า ก็วางเสียให้หมด เพราะปัจจัยเหล่านี้ทำให้จิตขาดอิสระที่จะเป็นไปตามสภาวะโดยธรรมชาติ  <span style="color:#808080">ช่วงนอกเวลาปฏิบัติ เราอาจจะนึกถึงรายละเอียดในขณะปฏิบัติได้ แต่ในขณะปฏิบัติแล้ว ไม่ควรกำหนดตัวเองให้มีความนึกคิดผุดขึ้นมา ปล่อยให้เป็นไปตามสภาวธรรม มีสติกำกับอยู่ ก็เพียงพอแล้ว สมถะ หรือวิปัสสนา อะไรทำนองนี้ก็วางลงเสีย วางสมมุติบัญญัติ แล้วปฏิบัติ ดูไปตามสภาวะ รู้ตามสภาวะ เห็นตามสภาวะ</span> <span style="color:#808080">พูดอย่างนี้อาจงง ผมขอน้อมเอาคำถามตอบจากหลวงพ่อชาท่านมาทำความเข้าใจแทน เพราะรายละเอียดแบบนี้ค่อนข้างลึกครับ</span></p>
<div class="wp-caption alignleft" style="width: 222px"><a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.agalico.com/board/archive/index.php/t-10459.html"><img title="หลวงพ่อชา สุภัทโท" src="http://mahamakuta.inet.co.th/images/mk7/cha/cha2.jpg" alt="หลวงพ่อชา สุภัทโท – ตอบปัญหาธรรม" width="212" height="256" /></a><p class="wp-caption-text">หลวงพ่อชา สุภัทโท – ตอบปัญหาธรรม</p></div>
<p>ได้พากเพียรอย่างหนักในการปฏิบัติกรรมฐาน แต่ไม่ได้ผลคืบหน้า เรื่องนี้สำคัญมาก อย่าพยายามที่จะเอาอะไรๆ ในการปฏิบัติ ความอยากอย่างแรงกล้าที่จะหลุดพ้น หรือรู้แจ้งนั้น จะเป็นความอยากที่ขวางกั้นท่านจากการหลุดพ้น ท่านจะเพียรพยายามอย่างหนักตามใจท่านก็ได้ จะเร่งความเพียรทั้งกลางคืนกลางวันก็ได้ แต่ถ้าการฝึกปฏิบัตินั้นยังประกอบด้วยความอยาก ที่จะบรรลุเห็นแจ้งแล้ว ท่านจะไม่มีทางที่จะพบความสงบได้เลย แรงอยากจะเป็นเหตุให้เกิดความ สงสัยและความกระวนกระวายใจ ไม่ว่าท่านจะฝึกปฏิบัติมานานเท่าใดหรือหนักเพียงใด ปัญญา (ที่แท้)จะไม่เกิดขึ้นจากความอยากนั้น ดังนั้น จงเพียงแต่ละความอยากเสีย <ins>จงเฝ้าดูจิตและกายอย่างมีสติ แต่อย่ามุ่งหวังที่จะบรรลุถึงอะไร อย่ายึดมั่นถือมั่นแม้ในเรื่องการฝึกปฏิบัติหรือในการรู้แจ้ง</ins> <strong>ควรจะนอนหลับมากน้อยเพียงใด</strong> อย่าถาม ตอบไม่ได้ บางคนนอนหลับคืนละประมาณ ๔ ชั่วโมงก็พอ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญก็คือ ท่านเฝ้าดูและรู้จักตัวของท่านเอง ถ้าท่านนอนน้อยจนเกินไป ท่านก็จะไม่สบายกาย ทำให้คุมสติไว้ได้ยาก ถ้านอนมากเกินไป จิตใจก็จะตื้อเฉื่อยชา หรือซัดส่าย จงหาสภาวะที่พอเหมาะกับตัวท่านเอง ตั้งใจ <ins>เฝ้าดูกายและจิต จนท่านรู้ระยะเวลาหลับนอนที่พอเหมาะสำหรับท่าน </ins>ถ้าท่านรู้สึกตัวตื่นแล้วและยังซุกตัวของีบต่อไป นี่เป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมอง จงมีสติรู้ตัวทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้น  จิตของชาวเอเชียและชาวตะวันตกแตกต่างกันหรือไม่ โดยพื้นฐานแล้วไม่แตกต่างกัน ดูจากภายนอก ขนบธรรมเนียมประเพณีและภาษาที่ใช้อาจดูต่างกัน แต่จิตมนุษย์นั้นเป็นธรรมชาติซึ่งเหมือนกันหมด ไม่ว่าชาติใดภาษาใด ความโลภและความเกลียดก็มี เหมือนกันทั้งในจิตของชาวตะวันออกหรือชาวตะวันตก ความทุกข์และความดับแห่งทุกข์ก็เหมือนกันในทุกๆ คน  เราควรอ่านตำรับตำรามากๆ หรือศึกษาพระไตรปิฎกด้วยหรือไม่ในการฝึกปฏิบัติ พระธรรมของพระพุทธเจ้านั้นไม่อาจค้นพบได้ด้วยตำราต่างๆ ถ้าท่านต้องการจะรู้เห็นจริง ด้วยตัวของท่านเองว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนอะไร ท่านไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกับตำรับตำราเลย <ins>จงเฝ้าดูจิตของท่านเอง พิจารณาให้รู้เห็นว่าความรู้สึกต่างๆ (เวทนา) เกิดขึ้นและดับไปอย่างไร ความนึกคิดเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร อย่าได้ผูกพันอยู่กับสิ่งใดเลย จงมีสติอยู่เสมอ เมื่อมีอะไรๆ เกิดขึ้นให้ได้รู้ได้เห็น </ins>นี่คือทางที่จะบรรลุถึงสัจธรรมของพระพุทธองค์ จงเป็นปกติธรรมดา ตามธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่าน ทำขณะอยู่ที่นี่เป็นโอกาสแห่งการฝึกปฏิบัติ เป็นธรรมะทั้งหมดเมื่อท่านทำวัตรสวดมนตร์อยู่ พยายามให้มีสติ ถ้าท่านกำลังเทกระโถนหรือล้างส้วมอยู่ อย่าคิดว่าท่านกำลังทำบุญทำคุณให้กับผู้หนึ่งผู้ใด มีธรรมะ อยู่ในการเทกระโถนนั้น อย่ารู้สึกว่า ท่านกำลังฝึกปฏิบัติอยู่เฉพาะเวลานั่งขัดสมาธิเท่านั้น  พวกท่าน บางคนบ่นว่า ไม่มีเวลาพอที่จะทำสมาธิภาวนา แล้วเวลาหายใจเล่ามีเพียงพอไหม <ins>การทำสมาธิภาวนา ของท่านคือการมีสติระลึกรู้ และการรักษาจิตให้เป็นปกติตามธรรมชาติในการกระทำทุกอิริยาบถ</ins> บางครั้งกังวลใจอยู่กับพระวินัยของพระสงฆ์ ถ้าฆ่าแมลงโดยบังเอิญแล้วจะผิดไหม ศีลหรือพระวินัยและศีลธรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการฝึกปฏิบัติของเรา แต่ท่านต้องไม่ยึดมั่น ถือมั่นในกฎเกณฑ์ต่างๆ อย่างงมงาย ในการฆ่าสัตว์หรือการละเมิดข้อห้ามอื่นๆ นั้น มันสำคัญที่เจตนา ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจของท่านเอง อย่าได้กังวลกับเรื่องพระวินัยให้มากจนเกินไป ถ้านำมาปฏิบัติอย่างถูกต้อง ก็จะช่วยเสริมการฝึกปฏิบัติ แต่พระภิกษุบางรูปกังวลกับกฎเกณฑ์เล็กๆ น้อยๆ มากเกินไป จนนอนไม่เป็นสุข พระวินัยไม่ใช่ภาระที่ต้องแบก ในการฝึกปฏิบัติของเราที่นี่มีรากฐานคือพระวินัย พระวินัยรวมทั้งธุดงควัตรและการปฏิบัติ ภาวนา การมีสติและการสำรวมระวังในกฎระเบียบต่างๆ ตลอดจนในศีล ๒๒๗ ข้อนั้นให้คุณประโยชน์ อันใหญ่หลวง ทำให้มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ต้องพะวงว่าจะต้องทำตนอย่างไร ดังนั้นท่านก็หมดเรื่องต้องครุ่นคิด และมีสติดำรงอยู่แทน พระวินัยทำให้พวกเราอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน และชุมชนก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น ลักษณะภายนอกทุกๆ คนดูเหมือนกัน และปฏิบัติอย่างเดียวกัน พระวินัยและศีล ธรรมเป็นบันไดอันแข็งแกร่ง นำไปสู่สมาธิยิ่งและปัญญายิ่ง โดยการปฏิบัติอย่างถูกต้องตามพระวินัยของพระสงฆ์ และธุดงควัตรทำให้เรามีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ และต้องจำกัดจำนวนบริขารของเราด้วย ดังนั้น ที่นี่เราจึงมีการปฏิบัติที่ครบถ้วนตามแบบของพระพุทธเจ้า คือ งดเว้นจากความชั่วและทำความดี มีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ตามความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ชำระจิตให้บริสุทธิ์ โดยการเฝ้าดูจิตและกายของเรา ในทุกๆ อิริยาบถ เมื่อนั่งอยู่ ยืนอยู่ เดินอยู่ หรือนอนอยู่ จงรู้ตัวของท่านเอง  ควรจะทำอย่างไรเมื่อสงสัย บางวันวุ่นวายใจด้วยความสงสัยในเรื่องการปฏิบัติ ความสงสัยนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทุกคนเริ่มต้นด้วยความสงสัย ท่านอาจได้เรียนรู้อย่างมากมาย จากความสงสัยนั้น ที่สำคัญก็คือ ท่านอย่าถือเอาความสงสัยนั้นเป็นตัวเป็นตน นั่นคืออย่าตกเป็น เหยื่อของความสงสัย ซึ่งจะทำให้จิตใจของท่านหมุนวนเป็นวัฏฏะอันไม่มีที่สิ้นสุด แทนที่จะเป็นเช่นนั้น จงเฝ้าดูกระบวนการเกิดดับของความสงสัยของความฉงนสนเท่ห์ <ins>ดูว่าใครคือผู้ที่สงสัย ดูว่าความสงสัย นั้นเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร </ins>แล้วท่านจะไม่ตกเป็นเหยื่อของความสงสัยอีกต่อไป ท่านจะหลุดพ้นออก จากความสงสัยและจิตของท่านก็จะสงบ ท่านจะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร ปล่อยวาง ความสงสัยของท่านและเพียงแต่เฝ้าดู นี่คือที่สิ้นสุดของความสงสัย  วิธีฝึกปฏิบัติ (วิธีภาวนา) มีหลายวิธีจนสับสน มันก็เหมือนกับการจะเข้าไปในเมือง บางคนอาจจะเข้าเมืองทางทิศเหนือ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ฯลฯ ทางถนนหลายสาย โดยมากแล้วแนวทางภาวนาก็แตกต่างกันเพียงรูปแบบเท่านั้น <ins>ไม่ว่าท่านจะเดินทางสายหนึ่งสายใด เดินช้าหรือเดินเร็ว ถ้าท่านมีสติอยู่เสมอ มันก็เหมือนกันทั้งนั้น</ins> ข้อสำคัญที่สุดก็คือ แนวทางภาวนาที่ดีและถูกต้องจะต้องนำไปสู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น ลงท้ายแล้วก็ต้องปล่อยวาง แนวทางภาวนาทุกรูปแบบด้วย ผู้ปฏิบัติต้องไม่ยึดมั่นแม้ในตัวอาจารย์ แนวทางใดที่นำไปสู่การปล่อยวาง สู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ท่านอาจจะอยากเดินทางไปเพื่อศึกษาอาจารย์ท่านอื่นอีก และลองปฏิบัติตามแนวทางอื่นบ้างก็ได้ พวกท่านบางคนก็ทำเช่นนั้น นี่เป็นความต้องการตามธรรมชาติ ท่านจะรู้ว่า แม้ได้ถามคำถามนับพันคำถามก็แล้ว และมีความรู้เรื่องแนวทางปฏิบัติอื่นๆ ก็แล้ว ก็ไม่อาจจะนำท่านเข้าถึงสัจจธรรมได้ ในที่สุด ท่านก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย ท่านจะรู้ว่าเพียงแต่หยุดและสำรวจตรวจสอบดูจิตของท่านเองเท่านั้น ท่านก็จะรู้ ว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนอะไร ไม่มีประโยชน์ที่จะแสวงหาออกไปนอกตัวเอง ผลที่สุดท่านต้องหันกลับมา เผชิญหน้ากับสภาวะที่แท้จริงของตัวท่านเอง ตรงนี้แหละที่ท่านจะเข้าใจธรรมะได้  จำเป็นไหมที่จะต้องนั่งภาวนาให้นานๆ ไม่จำเป็นต้องนั่งภาวนานานนับเป็นหลายๆ ชั่วโมง บางคนคิดว่ายิ่งนั่งภาวนานานเท่าใดก็จะยิ่ง เกิดปัญญามากเท่านั้น ผมเคยเห็นไก่กกอยู่ในรังของมันทั้งวันนับเป็นวันๆ ปัญญาที่แท้เกิดจากการที่เรา มีสติในทุกๆ อิริยาบถ การฝึกปฏิบัติของท่านต้องเริ่มขึ้นทันทีที่ท่านตื่นนอนตอนเช้า และต้องปฏิบัติ ให้ต่อเนื่องไปจนกระทั่งนอนหลับไป อย่าไปห่วงว่าท่านต้องนั่งภาวนาให้นานๆ <ins>สิ่งสำคัญก็คือท่าน เพียงแต่เฝ้าดูไม่ว่าท่านจะเดินอยู่ หรือนั่งอยู่ หรือกำลังเข้าห้องน้ำอยู่</ins> แต่ละคนต่างก็มีทางชีวิตของตนเอง บางคนต้องตายเมื่อมีอายุ ๕๐ ปี บางคนเมื่ออายุ ๖๕ ปี และบางคนเมื่ออายุ ๙๐ ปี ฉันใดก็ฉันนั้น ปฏิปทาของท่านทั้งหลายก็ไม่เหมือนกัน อย่าคิดมาก หรือกังวลใจในเรื่องนี้เลย จงพยายามมีสติและปล่อยทุกสิ่งให้เป็นไปตามปกติของมัน แล้วจิตของท่านก็จะสงบมากขึ้นๆ ในสิ่งแวดล้อมทั้งปวง มันจะสงบนิ่งเหมือนหนองน้ำใสในป่า ที่ซึ่งบรรดาสัตว์ป่าที่สวยงาม และหายากจะมาดื่มน้ำในสระนั้น ท่านจะเข้าใจถึงสภาวะธรรมของสิ่งทั้งปวง (สังขาร) ในโลกอย่างแจ่มชัด ท่านจะได้เห็นความอัศจรรย์และแปลกประหาดทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไป แต่ท่านก็จะยังคงสงบอยู่เช่นเดิม ปัญหาทั้งหลายจะบังเกิดขึ้นแต่ท่านจะรู้ทันมันได้ทันที นี่แหละคือศานติสุขของพระพุทธเจ้า  <strong>จิตฟุ้งซ่านมากทั้งๆ ที่พยายามจะมีสติอยู่</strong> อย่าวิตกในเรื่องนี้เลย <ins>พยายามรักษาจิตของท่านให้อยู่กับปัจจุบัน เมื่อเกิดรู้สึกอะไรขึ้นมาภาย ในจิตก็ตาม จงเฝ้าดูมัน และปล่อยวาง อย่าแม้แต่หวังที่จะไม่ให้มีความนึกคิดเกิดขึ้นเลย แล้วจิตก็จะเข้า สภาวะปกติตามธรรมชาติของมัน ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างความดีและความชั่ว ร้อนและหนาว เร็วหรือช้า ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีตัวตนเลย อะไรๆ ก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น </ins>เมื่อท่านเดินบิณฑบาตไม่จำเป็นต้องทำอะไรพิเศษ เพียงแต่เดินและเห็นตามที่เป็นอยู่ อย่ายึดมั่นอยู่กับการแยกตัวไปอยู่แต่ลำพัง หรือกับการเก็บตัว ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด จงรู้จักตัวเองด้วยการปฏิบัติตนเป็นปกติตามธรรมชาติ และเฝ้าดู เมื่อเกิดสงสัยจงเฝ้าดูมันเกิดขึ้นและดับไป มันก็ง่ายๆ อย่ายึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใดทั้งสิ้น เหมือนกับว่าท่านกำลังเดินไปตามถนน บางขณะท่านจะพบสิ่งกีดขวางทางอยู่ เมื่อท่านเกิดกิเลส เครื่องเศร้าหมอง จงรู้ทันมันและเอาชนะมันโดยปล่อยให้มันผ่านไปเสีย อย่าไปคำนึงถึงสิ่งกีดขวางที่ ท่านได้ผ่านมาแล้ว อย่าวิตกกังวลกับสิ่งที่ยังไม่ได้พบ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าสนใจกับระยะทางของถนน หรือกับจุดหมายปลายทาง ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าท่านผ่านอะไรไป อย่าไปยึดมั่นไว้ ในที่สุดจิตจะบรรลุถึงความสมดุลตามธรรมชาติของจิต และเมื่อนั้นการปฏิบัติก็จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นและดับไปในตัวของมันเอง “สูตรของเว่ยหล่าง (หรือฮุยเหนิง)” ของพระสังฆปริณายก (นิกายเซ็น) องค์ที่หก ท่านฮุยเหนิงมีปัญญาเฉียบแหลมมาก คำสอนของท่านลึกซึ้งยิ่งนัก ซึ่งไม่ใช่ของง่ายที่ผู้เริ่มต้นปฏิบัติจะเข้าใจได้ แต่ถ้าท่านปฏิบัติตามศีลและด้วยความอดทนและถ้าท่านฝึกที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น ท่าน ก็จะเข้าใจได้ในที่สุด ครั้งหนึ่ง ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งอาศัยอยู่ในกุฏิหลังคามุงแฝก ฤดูฝนนั้นฝนตกชุก และ วันหนึ่งพายุก็พัดเอาหลังคาโหว่ไปครึ่งหนึ่ง เขาไม่ขวนขวายที่จะมุงมันใหม่ จึงปล่อยให้ฝนรั่วอยู่อย่างนั้น หลายวันผ่านไป และผมได้ถามถึงกุฏิของเขา เขาตอบว่าเขากำลังฝึกการไม่ยึดมั่นถือมั่น นี่เป็นการไม่ยึด มั่นถือมั่นโดยไม่ใช้หัวสมอง มันก็เกือบจะเหมือนกับความวางเฉยของควาย ถ้าท่านมีความเป็นอยู่ดีและ เป็นอยู่ง่ายๆ ถ้าท่านอดทนและไม่เห็นแก่ตัว ท่านจึงจะเข้าใจซึ้งถึงปัญญาของท่านฮุยเหนิงได้  ขอให้อธิบายเพิ่มที่ว่าสมถะหรือสมาธิ และวิปัสสนาหรือปัญญานี้เป็นสิ่งเดียวกัน นี่ก็เป็นเรื่องง่ายๆ นี่เอง สมาธิ (สมถะ) และปัญญา (วิปัสสนา) นี้ ต้องควบคู่กันไป เบื้องแรกจิตจะตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่ได้โดยอาศัยอารมณ์ภาวนา จิตจะสงบตั้งมั่นอยู่ได้เฉพาะขณะที่ท่านนั่งหลับตาเท่านั้น นี่คือสมถะและอาศัยสมาธิเป็นพื้นฐานช่วยให้เกิดปัญญา หรือวิปัสสนาได้ในที่สุด แล้วจิตก็ จะสงบไม่ว่าท่านจะนั่งหลับตาอยู่หรือเดินอยู่ในเมืองวุ่นวาย เปรียบเหมือนกับว่า ครั้งหนึ่งท่านเคยเป็นเด็ก บัดนี้ท่านเป็นผู้ใหญ่ แล้วเด็กกับผู้ใหญ่นี้เป็นบุคคลคนเดียวกันหรือเปล่า ท่านอาจจะพูดได้ว่าเป็น คนคนเดียวกัน หรือถ้ามองอีกแง่หนึ่งท่านก็อาจจะพูดได้ว่าเป็นคนละคนกัน ในทำนองเดียวกัน สมถะกับวิปัสสนา ก็อาจจะพูดได้ว่าเป็นคนละเรื่องกัน หรือเปรียบเหมือนอาหารกับอุจจาระ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนละสิ่งกัน อย่าเพิ่งเชื่อสิ่งที่ผมพูดมานี้ จงฝึกปฏิบัติต่อไป และเห็นจริงด้วยตัวของท่านเอง ไม่ต้องทำอะไร พิเศษไปกว่านี้ ถ้าท่านพิจารณาว่าสมาธิและปัญญาเกิดขึ้นได้อย่างไรแล้ว ท่านจะรู้ความจริงได้ด้วยตัว ของท่านเอง <strong>ทุกวันนี้ผู้คนไปยึดมั่นอยู่กับชื่อเรียก ผู้ที่เรียกการปฏิบัติของพวกเขาว่า “วิปัสสนา” สมถะก็ถูก เหยียดหยามหรือผู้ที่เรียกการปฏิบัติของพวกเขาว่า “สมถะ” ก็จะพูดว่าจำเป็นต้องฝึกสมถะก่อน วิปัสสนา เหล่านี้เป็นเรื่องไร้สาระ อย่าไปวุ่นวายคิดถึงมันเลย เพียงแต่ฝึกปฏิบัติไป แล้วท่านจะรู้ได้ด้วย ตัวท่านเอง</strong> ในการปฏิบัติของเรา จำเป็นที่จะต้องเข้าถึงฌานหรือไม่ ไม่ ฌานไม่ใช่เรื่องจำเป็น ท่านต้องฝึกจิตให้มีความสงบ และมีอารมณ์เป็นหนึ่ง (เอกัคคตา) แล้วอาศัยอันนี้สำรวจตนเอง ไม่ต้องทำอะไรพิเศษไปกว่านี้ ถ้าท่านได้ฌานในขณะฝึกปฏิบัตินี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่อย่าไปหลงติดอยู่ในฌาน หลายคนชะงักติดอยู่ในฌาน มันทำให้เพลิดเพลินได้มากเมื่อไปเล่นกับมัน ท่านต้องรู้ขอบเขตที่สมควร ถ้าท่านฉลาดท่านก็จะเห็นประโยชน์และขอบเขตของฌาน เช่นเดียวกับที่ท่านรู้ขั้นความสามารถของเด็ก และขั้นความสามารถของผู้ใหญ่  ทำไมต้องปฏิบัติตามธุดงควัตร เช่น ฉันอาหารเฉพาะแต่ในบาตรเท่านั้น ธุดงควัตรทั้งหลายล้วนเป็นเครื่องช่วยเราให้ทำลายกิเลสเครื่องเศร้าหมอง การปฏิบัติตามข้อที่ ว่าให้ฉันแต่อาหารในบาตร ทำให้เรามีสติมากขึ้น ระลึกว่าอาหารนั้นเป็นเสมือนยารักษาโรค ถ้าเราไม่มี กิเลสเครื่องเศร้าหมองแล้ว มันก็ไม่สำคัญว่าเราจะฉันอย่างไร แต่เราอาศัยธุดงควัตรทำให้การปฏิบัติของ เราเป็นไปอย่างง่ายๆ พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงบัญญัติธุดงควัตรไว้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพระภิกษุทุกองค์ แต่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติธุดงควัตรสำหรับพระภิกษุผู้ประสงค์จะปฏิบัติอย่างเคร่งครัดธุดงควัตร เป็นส่วนเพิ่มขึ้นมาในศีล เพราะฉะนั้น จึงช่วยเพิ่มความมั่นคงและความเข้มแข็งของจิตใจเรา ข้อวัตรทั้งหลายเหล่านี้ มีไว้ให้ท่านปฏิบัติ อย่าคอยจับตาดูว่าผู้อื่นปฏิบัติอย่างไร จงเฝ้าดูจิตของตัวท่านเอง และดูว่าอะไรจะเป็นประโยชน์สำหรับท่าน กฎข้อที่ว่าเราต้องไปอยู่กุฏิ จะกุฏิใดก็ตามที่กำหนดไว้ให้เรา เป็นกฎที่เป็นประโยชน์เช่นเดียวกัน มันช่วยกันไม่ให้พระติดที่อยู่ ถ้าผู้ใดจากไปแล้วและกลับมาใหม่ ก็จะต้องไปอยู่กุฏิใหม่ การปฏิบัติของพวกเราเป็นเช่นนี้ คือไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด  หากว่าการใส่อาหารทุกอย่างรวมลงในบาตรเป็นสิ่งจำเป็นแล้ว ทำไมท่านอาจารย์จึงไม่ปฏิบัติด้วย ถูกแล้ว อาจารย์ควรจะทำเป็นตัวอย่างแก่ลูกศิษย์ของตน ผมไม่ถือว่าท่านติผม ท่านซักถามได้ ทุกอย่างที่อยากทราบ แต่ว่ามันก็สำคัญที่ท่านต้องไม่ยึดอยู่กับอาจารย์ ถ้าดูจากภายนอก ผมปฏิบัติดี พร้อมหมดก็คงจะแย่มาก พวกท่านทุกคนก็จะพากันยึดติดในตัวผมยิ่งขึ้น แม้พระพุทธเจ้าเอง บางครั้งก็ ตรัสให้บรรดาสาวกปฏิบัติอย่างหนึ่ง และพระองค์เองกลับปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง ความไม่แน่ใจในอาจารย์ ของท่านก็ช่วยท่านได้ ท่านควรเฝ้าดูปฏิกิริยาของตัวเอง ท่านไม่คิดบ้างหรือว่า อาจจะเป็นไปได้ว่า ที่ผม แบ่งอาหารจากบาตรใส่จานไว้เพื่อเลี้ยงดูชาวบ้านที่มาช่วยทำงานที่วัด ปัญญา คือสิ่งที่ท่านต้องเฝ้าดู และทำให้เจริญขึ้น รับเอาแต่สิ่งที่ดีจากอาจารย์ จงรู้เท่าทันการ ฝึกปฏิบัติของท่านเอง ถ้าผมพักผ่อนในขณะที่พวกท่านทุกองค์ต้องนั่งทำความเพียรแล้ว ท่านจะโกรธหรือไม่ ถ้าผมเรียกสีน้ำเงินว่าแดง หรือเรียกผู้ชายว่าผู้หญิงก็อย่าเรียกตามผมอย่างหลับหูหลับตา  อาจารย์องค์หนึ่งของผมฉันอาหารเร็วมาก และฉันเสียงดัง แต่ท่านสอนให้พวกเราฉันช้าๆ และฉันอย่างมีสติ ผมเคยเฝ้าดูท่านและรู้สึกขัดเคืองใจมาก ผมเป็นทุกข์แต่ท่านไม่ทุกข์เลย ผมเพ่งเล็งแต่ลักษณะภายนอก ต่อมาผมจึงได้รู้ บางคนขับรถเร็วมาก แต่ระมัดระวัง บางคนขับช้าๆ แต่มีอุบัติเหตุบ่อยๆ อย่ายึดมั่นถือมั่นในกฎระเบียบและรูปแบบภายนอก ถ้าท่านใช้เวลาอย่างมากเพียงสิบเปอร์เซ็นต์ มองดูผู้อื่น แต่เฝ้าดูตัวเองเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ อย่างนี้เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว แรกๆ ผมคอยเฝ้า สังเกตอาจารย์ของผมคืออาจารย์ทองรัต และเกิดสงสัยในตัวท่านมาก บางคนถึงกับคิดว่าท่านบ้า ท่าน มักจะทำอะไรแปลกๆ หรือเกรี้ยวกราดเอากับบรรดาลูกศิษย์ของท่าน อาการภายนอกของท่านโกรธ แต่ ภายในใจท่านไม่มีอะไร ไม่มีตัวตน ท่านน่าเลื่อมใสมาก ท่านเป็นอยู่อย่างรู้แจ้งและมีสติจนถึงวาระที่ท่าน มรณะภาพ การมองออกไปนอกตัวเป็นการเปรียบเทียบแบ่งเขาแบ่งเรา ท่านจะไม่พบความสุขโดยวิธีนี้ และ ท่านจะไม่พบความสงบเลยถ้าท่านมัวเสียเวลาแสวงหาคนที่ดีพร้อม หรือครูที่ดีพร้อม พระพุทธเจ้า ทรงสอนให้เราดูที่ธรรมะ ที่สัจจธรรม ไม่ใช่คอยจับตาดูผู้อื่น  จะเอาชนะกามราคะที่เกิดขึ้นระหว่างการฝึกปฏิบัติได้อย่างไร กามราคะจะบรรเทาลงได้ด้วยการเพ่งพิจารณาถึงความน่าเกลียดโสโครก (อสุภ) การยึดติดอยู่ กับรูปร่างกายเป็นสุดโต่งข้างหนึ่ง ซึ่งเราต้องมองในทางตรงข้าม จงพิจารณาร่างกายเหมือนซากศพและ เห็นการเปลี่ยนแปลงเน่าเปื่อย หรือพิจารณาอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ปอด ม้าม ไขมัน อุจจาระ และอื่นๆ จำอันนี้ไว้และพิจารณาให้เห็นจริงถึงความน่าเกลียดโสโครกของร่างกายเมื่อมีกามราคะเกิดขึ้น ก็จะช่วยให้ท่านเอาชนะกามราคะได้  เมื่อโกรธ ควรทำอย่างไร ถ้าท่านมีโทสะในขณะภาวนา ให้แก้ด้วยเมตตาจิต ถ้ามีใครทำไม่ดีหรือโกรธ อย่าโกรธตอบ ถ้าท่านโกรธตอบ ท่านจะโง่ยิ่งกว่าเขา จงเป็นคนฉลาดสงสารเห็นใจเขา เพราะว่าเขากำลังได้ทุกข์ จงมี เมตตาเต็มเปี่ยมเหมือนหนึ่งว่าเขาเป็นน้องชายที่รักยิ่งของท่าน เพ่งอารมณ์เมตตาเป็นอารมณ์ภาวนา แผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลก เมตตาเท่านั้นที่เอาชนะโทสะและความเกลียดได้ บางครั้งท่านอาจจะเห็นพระภิกษุรูปอื่นปฏิบัติไม่สมควร ท่านอาจจะรำคาญใจ ทำให้เป็นทุกข์โดยใช่เหตุ นี้ไม่ใช่ธรรมะของเรา ท่านอาจจะคิดอย่างนี้ว่า “เขาไม่เคร่งเท่าฉัน เขาไม่ใช่พระกรรมฐานที่ เอาจริงเอาจังเช่นฉัน เขาไม่ใช่พระที่ดี” นี่เป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมองอย่างยิ่งของตัวท่านเอง อย่าเปรียบเทียบ อย่าแบ่งเขาแบ่งเรา จงละทิฐิของท่านเสีย และเฝ้าดูตัวท่านเอง นี่แหละคือธรรมะของเรา ท่านไม่ สามารถบังคับให้ทุกคนประพฤติปฏิบัติตามที่ท่านต้องการหรือเป็นเช่นท่านได้ ความต้องการเช่นนี้มีแต่ จะทำให้ท่านเป็นทุกข์ ผู้ปฏิบัติภาวนามักจะพากันหลงผิดในข้อนี้ การจับตาดูผู้อื่นไม่ทำให้เกิดปัญญาได้ เพียงแต่พิจารณาตนเองและความรู้สึกของตน แล้วท่านก็จะเข้าใจได้  ง่วงเหงาหาวนอนมาก ทำให้ภาวนาลำบาก ควรทำอย่างไร มีวิธีเอาชนะความง่วงได้หลายวิธี ถ้าท่านนั่งอยู่ในที่มืด ย้ายไปอยู่ที่สว่าง ลืมตาขึ้น ลุกไปล้างหน้า ตบหน้าตนเอง หรือไปอาบน้ำ ถ้าท่านยังง่วงอยู่อีก ให้เปลี่ยนอิริยาบถ เดินจงกรมให้มาก หรือเดินถอยหลัง ความกลัวว่าจะไปชนอะไรเข้าจะทำให้ท่านหายหายง่วง ถ้ายังง่วงอยู่อีกก็จงยืนนิ่งๆ ทำใจให้สดชื่น และสมมติว่าขณะนั้นสว่างเป็นกลางวัน หรือนั่งริมหน้าผาสูงหรือบ่อลึก ท่านจะไม่กล้าหลับ ถ้าทำอย่างไรๆ ก็ไม่หายง่วงก็จงนอนเสีย เอนกายลงอย่างสำรวม ระวังและรู้ตัวอยู่จนกระทั่งท่านหลับไป เมื่อ ท่านรู้สึกตัวตื่นขึ้นจงลุกขึ้นทันที อย่ามองดูนาฬิกาหรือหลับต่ออีก เริ่มต้นมีสติระลึกรู้ทันทีที่ท่านตื่น ถ้าท่านง่วงนอนอยู่ทุกวัน ลองฉันอาหารให้น้อยลง สำรวจตัวเอง ถ้าอีกห้าคำท่านจะอิ่มจงหยุด แล้วดื่มน้ำจนอิ่มพอดี แล้วกลับไปนั่งดูใหม่อีก เฝ้าดูความง่วงและความหิว ท่านต้องกะฉันอาหารให้พอดี เมื่อท่านฝึกปฏิบัติต่อไปอีก ท่านจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นและฉันน้อยลง ท่านต้องปรับตัวของท่านเอง  ทำไมเราจึงต้องกราบกันบ่อยๆ ที่นี่ (ที่วัดหนองป่าพง) การกราบนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เป็นรูปแบบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ การกราบนี้ต้องทำให้ถูกต้อง ก้มลงจนหน้าผากจรดพื้น วางศอกให้ชิดกับเข่า ฝ่ามือทั้งสองราบอยู่ที่พื้น ห่างกันประมาณสามนิ้ว กราบลงช้าๆ มีสติรู้อาการของกาย การกราบช่วยแก้ความถือตัวของเราได้เป็นอย่างดี เราควรกราบบ่อยๆ เมื่อท่านกราบสามหน ท่านควรตั้งจิตระลึกพระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ นั่น คือคุณลักษณะแห่งจิตอันสะอาด สว่าง และสงบ ดังนั้นเราจึงอาศัยรูปแบบนี้ฝึกฝนตน กายแลจิตจะ ประสานกลมกลืนกัน อย่าได้หลงผิดไปจับตาดูว่า ผู้อื่นกราบอย่างไร ถ้าสามเณรน้อยดูไม่ใส่ใจ และพระผู้เฒ่าดูขาดสติ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะตัดสิน บางคนอาจจะสอนยาก บางคนเรียนได้เร็ว บางคนเรียนได้ช้า การพิจารณาตัดสินผู้อื่นมีแต่จะเพิ่มความหยิ่งทะนงตน จงเฝ้าดูตัวเอง กราบบ่อยๆ ขจัดความหยิ่งทะนงตนออกไป ผู้ที่เข้าถึงธรรมะได้อย่างแท้จริงแล้ว ท่านจะอยู่เหนือรูปแบบ ทุกๆอย่างที่ท่านทำก็มีแต่การอ่อน น้อมถ่อมตน เดินก็ถ่อม ฉันก็ถ่อม ขับถ่ายก็ถ่อม ทั้งนี้ก็เพราะว่าท่านพ้นจากความเห็นแก่ตัวเสียแล้ว <strong> กิเลสเครื่องเศร้าหมอง เช่น ความโลภหรือความโกรธ เป็นเพียงมายาหรือว่าเป็นของจริง เป็นทั้งสองอย่าง กิเลสที่เราเรียกว่าราคะหรือความโลภ ความโกรธ และความหลงนั้นเป็นแต่เพียงชื่อ เป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นมา เช่นเดียวกับที่เราเรียกชามใหญ่ ชามเล็ก สวย หรืออะไรก็ตาม นี่ไม่ใช่สภาพที่เป็นจริง </strong><ins>แต่เป็นความคิดปรุงแต่งที่เราคิดปรุงขึ้นจากตัณหา </ins>ถ้าเราต้องการชามใหญ่เราก็ว่าอันนี้ เล็กไป  ตัณหาทำให้เราแบ่งแยก ความจริงก็คือมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น ลองมามองแง่นี้บ้าง ท่านเป็นผู้ ชายหรือเปล่า ท่านตอบว่าเป็น นี่เป็นเพียงรูปปรากฏของสิ่งต่างๆ แท้จริงแล้วท่านเป็นส่วนประกอบของ ธาตุและขันธ์ ถ้าจิตเป็นอิสระแล้ว จิตจะไม่แบ่งแยก ไม่มีใหญ่ ไม่มีเล็ก ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีอะไร จะเป็นอนัตตา หรือความไม่ใช่ตัวตน แท้จริงแล้ว ในบั้นปลายก็ไม่มีทั้งอัตตาและอนัตตา (เป็นแต่เพียงชื่อเรียก)  คำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรรม กรรมคือการกระทำ กรรมคือการยึดมั่นถือมั่น กาย วาจา และใจ ล้วนสร้างกรรม เมื่อมีการยึดมั่นถือมั่น เราทำกันจนเกิดความเคยชินเป็นนิสัย ซึ่งจะทำให้เราเป็นทุกข์ได้ในกาลข้างหน้า นี่เป็นผลของ การยึดมั่นถือมั่นและของกิเลสเครื่องเศร้าหมองของเราที่เกิดขึ้นในอดีต ความยึดมั่นทั้งหลายจะทำให้ เราสร้างกรรม สมมติว่าท่านเคยเป็นขโมยก่อนที่จะบวชเป็นพระ ท่านขโมยเขา ทำให้เขาไม่เป็นสุข ทำให้ พ่อแม่หมดสุข ตอนนี้ท่านเป็นพระแต่เวลาที่ท่านนึกถึงเรื่องที่ท่านทำให้ผู้อื่นหมดสุขแล้ว ท่านก็ไม่สบายใจ และเป็นทุกข์แม้จนทุกวันนี้ จงจำไว้ว่า ทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด ผลในอนาคตได้ ถ้าท่านเคยสร้างกรรมดีไว้ในอดีต และวันนี้ก็ยังจำได้ ท่านก็เป็นสุข ความสุขใจเป็นผล จากกรรมในอดีต  สิ่งทั้งปวงมีเหตุเป็นปัจจัยทั้งในระยะยาว และถ้าใคร่ครวญดูแล้วทั้งในทุกๆ ขณะด้วย แต่ท่านอย่าไปนึกถึงอดีตหรือปัจจุบันหรืออนาคต เพียงแต่เฝ้าดูายและจิต ท่านจะต้องพิจารณาจนเห็นจริงในเรื่องกรรมด้วยตัวของท่านเอง  จ<strong>งเฝ้าดูจิต ปฏิบัติแล้วท่านจะรู้อย่างแจ่มแจ้ง อย่าลืมว่ากรรมใคร ก็เป็นของคนนั้น อย่ายึดมั่นและอย่าจับตาดูผู้อื่น </strong> ถ้าผมดื่มยาพิษ ผมก็ได้รับทุกข์ ไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะมา เป็นทุกข์ด้วย จงรับเอาแต่สิ่งดีที่อาจารย์สอน แล้วท่านจะเข้าถึงความสงบ จิตของท่านจะเป็นเช่นเดียว กันกับจิตของอาจารย์ ถ้าท่านพิจารณาดู ท่านก็จะรู้ได้ แม้ว่าขณะนี้ท่านจะยังไม่เข้าใจ เมื่อท่านปฏิบัติต่อไป มันก็จะแจ่มแจ้งขึ้น ท่านจะรู้ได้ด้วยตนเอง ได้ชื่อว่าปฏิบัติธรรม  เมื่อเรายังเล็ก พ่อแม่วางกฎระเบียบกับเรา และหัวเสียกับเรา แท้จริงแล้วท่านต้องการจะช่วยเรา กว่าเราจะรู้ก็ต่อมาอีกนาน พ่อแม่และครูบาอาจารย์ดุว่าเราและเราก็ไม่พอใจ ต่อมาเราจึงเข้าใจว่า ทำไม เราจึงถูกดุ ปฏิบัติไปนานๆ แล้วท่านก็จะเห็นเอง ส่วนผู้ที่คิดว่าตนฉลาดล้ำก็จะจากไปในเวลาอันสั้น เขา ไม่มีวันจะได้เรียนรู้ ท่านต้องขจัดความคิดว่าตัวฉลาดสามารถออกไปเสีย ถ้าท่านคิดว่าท่านดีกว่าผู้อื่น ท่านก็จะมีแต่ทุกข์ เป็นเรื่องน่าสงสาร อย่าขุ่นเคืองใจ แต่จงเฝ้าดูตนเอง  เจริญสมาธิภาวนาจนจิตสงบลึก ควรทำอย่างไรต่อไป นี่ก็ดีแล้ว ทำจิตให้สงบและเป็นสมาธิ และใช้สมาธินี้พิจารณาจิตและกาย ถ้าจิตเกิดไม่สงบก็จงเฝ้าดูด้วย แล้วท่านจะรู้ถึงความสงบที่แท้จริง เพราะอะไร เพราะท่านจะได้เห็นความไม่เที่ยง แม้ความ สงบเองก็ดูให้เห็นไม่เที่ยง ถ้าท่านยึดติดอยู่กับภาวะจิตที่สงบ แล้วท่านจะเป็นทุกข์เมื่อจิตไม่สงบ ฉะนั้น จงปล่อยวางหมดทุกสิ่ง แม้แต่ความสงบ  ท่านอาจารย์เป็นห่วงลูกศิษย์ที่พากเพียรมากหมายความว่าอย่างไร ถูกแล้ว ผมเป็นห่วง ผมเป็นห่วงว่าเขาเอาจริงเอาจังจนเกินไป เขาพยายามเกินไป แต่ขาดปัญญา <strong>เขาเคี่ยวเข็นตนเองไปสู่ความทุกข์ยากโดยไม่จำเป็น บางคนมุ่งมั่นที่จะรู้แจ้ง เขาขบฟันแน่นและ ใจดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้เป็นความพยายามมากเกินไป </strong>คนทั่วไปก็เช่นเดียวกัน พวกเขาไม่รู้ถึง สภาพเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง (สังขาร) สังขารทั้งปวง จิตและร่างกายล้วนเป็นของไม่เที่ยง จงเฝ้าดู และอย่ายึดมั่นถือมั่น  บางคนคิดว่าเขารู้ เขาวิพากวิจารณ์ จับตามองและลงความเห็นเอาเอง อย่างนี้ก็ตามใจเขา ทิฐิ ของใครก็ปล่อยให้เป็นของคนนั้น  การแบ่งเขาแบ่งเรานี้อันตราย เปรียบเหมือนทางโค้งอันตรายของถนน ถ้าเราคิดว่าคนอื่นด้อยกว่าหรือดีกว่า หรือเสมอกันกับเรา เราก็ตกทางโค้ง ถ้าเราแบ่งเขาแบ่งเรา เราก็จะเป็นทุกข์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.geranun.com/archives/127/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ท้อ..ก็เป็นถ่าน ผ่าน..ก็เป็นเพชร</title>
		<link>http://www.geranun.com/archives/175</link>
		<comments>http://www.geranun.com/archives/175#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Nov 2008 14:28:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>@granun</dc:creator>
				<category><![CDATA[คมความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[เก็บไว้สอนลูก]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้จักตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[แนวทางการดำเนินชีวิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.geranun.com/?p=175</guid>
		<description><![CDATA[
			
				
			
		



ชีวิตของคนเรานี่ มักจะเจออุปสรรคและแรงกดดันมากมายครับ
ชวนให้นึกถึงสิ่งที่เหมือนกันแทบจะทั้งหมดต่างแค่โครงสร้างก็คือ เพชร และ ถ่าน
ทั้งคู่เป็นคาร์บอนเหมือนๆกัน ต่างกันแค่การจัดเรียงโครงสร้างภายในเท่านั้นเอง
 
 
บางทีชีวิตของคนเรา
ก็ต่างแค่ส่วนเสี้ยวตรงที่แรงใจเท่านั้นเอง
ระหว่างการอดทนแรงกดดันของสิ่งต่างๆที่เผชิญหน้าในชีวิตไปให้ได้
กับการวางมือท้อถอยเลิกราหยุดทำ

ใช่..มันไม่ง่าย แต่ถ้าท้อถอยมันก็เท่านั้น
ลองสู้ให้สุดๆ แล้วถ้ามันจบแล้วก็พัก
 
ในเวลาไหนที่ท้อ และต้องการกำลังใจ ที่ตัวเองต้องยืนหยัดต่อสู้
ฝากคำขวัญในใจไว้ให้กำลังใจตัวเองสำหรับเพื่อนๆ แค่คำๆนี้เองครับ
ท้อ..ก็เป็นถ่าน ผ่าน..ก็เป็นเพชร

ชีวิตของเรามักต้องอดทนเสมอ
ขอให้คุณทุกคนเป็นเพชรงามในชีวิตของคุณเอง
ที่จะส่องประกายแวววาวในท้ายที่สุดเสมอ
แวะมาส่งกำลังใจนั้นถึงกัน ในวันคล้ายวันเกิดตามสูติบัตรครับ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.geranun.com/archives/175" type="icon"></fb:share-button><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.geranun.com/archives/175&amp;layout=standard&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=like&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;">
			<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F175"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F175&amp;source=granun&amp;style=normal" height="61" width="50" title="ท้อ..ก็เป็นถ่าน ผ่าน..ก็เป็นเพชร | geranun.com" alt=" ท้อ..ก็เป็นถ่าน ผ่าน..ก็เป็นเพชร | geranun.com" /><br />
			</a>
		</div>
<h4>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.geranun.com/prakan/gallery/albums/userpics/normal_diamond1.jpg" border="0" alt="ท้อก็เป็นถ่าน ผ่านก็เป็นเพชร" hspace="10" vspace="10" width="400" height="300" title="ท้อ..ก็เป็นถ่าน ผ่าน..ก็เป็นเพชร | geranun.com" /></p>
</h4>
<h3>ชีวิตของคนเรานี่ มักจะเจออุปสรรคและแรงกดดันมากมายครับ</h3>
<p align="center">ชวนให้นึกถึงสิ่งที่เหมือนกันแทบจะทั้งหมดต่างแค่โครงสร้างก็คือ เพชร และ ถ่าน</p>
<p align="center">ทั้งคู่เป็นคาร์บอนเหมือนๆกัน ต่างกันแค่การจัดเรียงโครงสร้างภายในเท่านั้นเอง</p>
<p align="center"> </p>
<p align="center"> </p>
<h4>บางทีชีวิตของคนเรา</h4>
<h4>ก็ต่างแค่ส่วนเสี้ยวตรงที่แรงใจเท่านั้นเอง</h4>
<h4>ระหว่างการอดทนแรงกดดันของสิ่งต่างๆที่เผชิญหน้าในชีวิตไปให้ได้</h4>
<h5>กับการวางมือท้อถอยเลิกราหยุดทำ</h5>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.geranun.com/prakan/gallery/albums/userpics/20081119-200453_normal_diam.png" border="0" alt="20081119 200453 normal diam ท้อ..ก็เป็นถ่าน ผ่าน..ก็เป็นเพชร | geranun.com" hspace="10" vspace="10" width="400" height="300" title="ท้อ..ก็เป็นถ่าน ผ่าน..ก็เป็นเพชร | geranun.com" /></p>
<p align="center"><strong>ใช่..มันไม่ง่าย แต่ถ้าท้อถอยมันก็เท่านั้น<br />
ลองสู้ให้สุดๆ แล้วถ้ามันจบแล้วก็พัก</strong></p>
<p align="center"> </p>
<p align="center">ในเวลาไหนที่ท้อ และต้องการกำลังใจ ที่ตัวเองต้องยืนหยัดต่อสู้<br />
ฝากคำขวัญในใจไว้ให้กำลังใจตัวเองสำหรับเพื่อนๆ แค่คำๆนี้เองครับ</p>
<h1>ท้อ..ก็เป็นถ่าน ผ่าน..ก็เป็นเพชร</h1>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.geranun.com/prakan/gallery/albums/userpics/normal_diamond01-tile.jpg" border="0" alt="สู้" hspace="10" vspace="10" width="400" height="371" title="ท้อ..ก็เป็นถ่าน ผ่าน..ก็เป็นเพชร | geranun.com" /></p>
<p align="center">ชีวิตของเรามักต้องอดทนเสมอ</p>
<h5>ขอให้คุณทุกคนเป็นเพชรงามในชีวิตของคุณเอง<br />
ที่จะส่องประกายแวววาวในท้ายที่สุดเสมอ</h5>
<p align="center">แวะมาส่งกำลังใจนั้นถึงกัน ในวันคล้ายวันเกิดตามสูติบัตรครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.geranun.com/archives/175/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดอกเหมยที่ถ่อมตัว</title>
		<link>http://www.geranun.com/archives/174</link>
		<comments>http://www.geranun.com/archives/174#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Nov 2008 07:54:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>@granun</dc:creator>
				<category><![CDATA[Big Brother Fan Club]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[เก็บไว้สอนลูก]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้จักตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[แนวทางการดำเนินชีวิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.geranun.com/?p=174</guid>
		<description><![CDATA[
			
				
			
		


วันนี้เพื่อนๆส่งดอกเหมยมาให้ดูครับ

ได้คุยกับถึงความเป็นมาของดอกเหมย
ว่าจะเอาไว้สอนลูกชายสักหน่อย




ดอกเหมยหรือบ๊วยเป็นดอกไม้ชนิดเดียว
ที่สามารถบานสู้หิมะในฤดูหนาว
ไม่บานแข่งกับดอกไม้อื่นที่มักจะบานในฤดูร้อน
จึงเปรียบเสมือนคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน สงบเสงี่ยม ไม่อวดตัว
(ความหมายดีมากเลยน่ะครับ)

เอาภาพดอกเหมยมาประกอบไว้อีกภาพครับ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.geranun.com/archives/174" type="icon"></fb:share-button><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.geranun.com/archives/174&amp;layout=standard&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=like&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;">
			<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F174"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F174&amp;source=granun&amp;style=normal" height="61" width="50" title="ดอกเหมยที่ถ่อมตัว | geranun.com" alt=" ดอกเหมยที่ถ่อมตัว | geranun.com" /><br />
			</a>
		</div>
<p style="text-align: center"><img src="http://pics1.frozenbear.com/i/picfu1/2008/11/18/04/8/8/3/8836f7853da23ef20fa4bbc4609e93710_main.jpg" alt="ดอกเหมยหรือดอกบ๊วยบานในฤดูหนาว" border="0" height="400" hspace="10" vspace="10" width="400" title="ดอกเหมยที่ถ่อมตัว | geranun.com" /></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://img2.f0nt.com/15/f7b7b70014bd408cb8c302eb5d68867d.jpg" style="width: 400px; height: 325px" height="356" width="450" title="ดอกเหมยที่ถ่อมตัว | geranun.com" alt="f7b7b70014bd408cb8c302eb5d68867d ดอกเหมยที่ถ่อมตัว | geranun.com" /></p>
<p align="center"><span style="color: #ff00ff">วันนี้เพื่อนๆส่งดอกเหมยมาให้ดูครับ</span><br />
<span style="color: #ff00ff"></span></p>
<p align="center"><span style="color: #ff00ff">ได้คุยกับถึงความเป็นมาของดอกเหมย<br />
ว่าจะเอาไว้สอนลูกชายสักหน่อย</span></p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-6741440493799156";
/* 468x60, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 12/11/08 */
google_ad_slot = "1195515646";
google_ad_width = 468;
google_ad_height = 60;
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script></p>
<p align="center">ดอกเหมยหรือบ๊วยเป็นดอกไม้ชนิดเดียว<br />
ที่สามารถบานสู้หิมะในฤดูหนาว<br />
ไม่บานแข่งกับดอกไม้อื่นที่มักจะบานในฤดูร้อน<br />
จึงเปรียบเสมือนคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน สงบเสงี่ยม ไม่อวดตัว<br />
(ความหมายดีมากเลยน่ะครับ)</p>
<p style="text-align: center"><img src="http://thummada.com/php_upload2/dorkmeoi_7.jpg" title="ดอกเหมยที่ถ่อมตัว | geranun.com" alt="dorkmeoi 7 ดอกเหมยที่ถ่อมตัว | geranun.com" /></p>
<p align="center">เอาภาพดอกเหมยมาประกอบไว้อีกภาพครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.geranun.com/archives/174/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กรรมฐาน กับวิปัสสนา</title>
		<link>http://www.geranun.com/archives/173</link>
		<comments>http://www.geranun.com/archives/173#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 Nov 2008 11:00:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>@granun</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะก่อนตาย]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[กรรมฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.geranun.com/archives/173</guid>
		<description><![CDATA[
			
				
			
		
เข้ามาฟังเรื่องสนทนาธรรมกันครับ
พอดีวันนี้ได้ฟัง 2 -3 กลุ่ม คุยกันเรื่องสายปฏิบัติใครดีกว่า
ผมฟังก็เห็นว่ายังมีคนที่ยึดติดแบบฉบับอยู่มาก
เรื่องปฏิบัติธรรมนั้น ถ้ากำลังปฏิบัติอยู่คนละสาย จะพูดยาก
แต่ละคนมีพื้นฐานมาไม่เท่ากัน และเมื่อมีที่มาต่างกัน อยู่ดีดีเอามาอธิบายจะไม่เข้าหัว
ในดั้งเดิมไม่มีสายไหนสายไหน
มีกรรมฐานสี่สิบกองเป็นฐานที่ตั้ง
ทั้งสี่สิบกองนี้ มีไว้สำหรับการแก้ทางจริตของผู้ปฏิบัติ
ก่อนน้อมเข้าวิปัสสนา
เดิมของผมสอนมากันแบบนี้
ใครมีกิเลสชนิดไหนมาก ให้แก้ด้วยกรรมฐานกองที่คลี่คลายกิเลสกองนั้น
เช่น อสุภะ ไว้สำหรับแก้จริตคนที่ติดในกามสูง ยึดติดเห็นรูปลักษณ์สวยงาม เกิดความพึงใจ
ติดในรูปรส ก็แก้ทางจิตดั้งเดิม โดยไปเพ่งอสุภะ จนเกิดเห็นความเสื่อมไปของรูปกาย ความไม่เที่ยง ความไม่จีรัง
เกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายในรูป เห็นว่าความสวยงามตั้งอยู่ไม่นานก็เสื่อมไปเป็นธรรมดา
ต่อจากนั้น พระอาจารย์จะสอนให้น้อมมาฝึกกายานุปัสสนา เอากรรมฐานที่ฝึกอสุภะนั้นมาต่อยอด
ให้พิจารณาเห็นรูปนาม เห็นรูป เห็นนาม ไม่เป็นตัวตน ไม่เป็นเจ้าของ ไม่ยึดติดรูปนามนั้นอีก
อสุภะ นั้นฝึกยาก แต่มีคุณต่อวิปัสสนาเบื้องต้นในหัวข้อกายานุปัสสนาสูง ไม่ยึดติดรูปกาย
เมื่อใดที่น้อมพิจารณาเห็นรูปเห็นนามเมื่อไหร่ มักจะผัวะเลยทีเดียว พิจารณาต่อ เห็นถึงไตรลักษณ์
ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา เห็นความเกิดขึ้น เสื่อมลง ดับไป ขึ้นมากระจ่างจะจะทั้งสองตาเนื้อ
โลกธาตุสว่างไสวไปหมด
สมัยนี้มีไม่มากที่กล้าฝึก เพราะถ้าสติไม่มี ไม่แน่วแน่จะน้อมมาในธรรมะจริงๆ มักจะฟุ้งซ่าน
พระท่านไม่รู้จักพื้นนิสัยจริตผู้ฝึกว่าแน่วแน่จริง จะไม่แนะนำเลยสำหรับญาติโยม
ยกเว้นพระโยคาวจรที่ตั้งใจแน่วแน่แล้ว เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวจริง ย่อมเป็นเรื่องปกติ
กสิน นั้นไว้สำหรับ จริตของคนที่ติดโมหะสูง เป็นตัวแก้ทางกัน
บางคนได้ยินแบบนี้แล้วรู้สึกว่าดูถูกก็เปล่า
เพราะตนเองสร้างฐานสั่งสมมาตั้งแต่อดีตนั้น ปัจจุบันจึงฝึกต่อก็มี
ฟังแบบนี้แล้วจะได้ไม่เสียอีโก้
สายกสินนั้นจะสังเกตว่าเป็นผู้มีทิฐิมานะสูง แรงใจสูง
จึงต้องใช้กุสโลบายน้อมอารมณ์ทะยานอยากนั้นมาบีบให้มันนิ่ง
การเพ่งกสิณนั้นเปรียบเป็นการรวมกำลังของจิตให้นิ่ง
เสมือนเลนส์รวมแสงที่จะต้องอยู๋นิ่งและพอดิบพอดี จิตจึงจะเกิดกำลัง
ทางนี้ ชำนิชำนาญแล้วก็เอามาประยุกต์เล่นได้ เป็นประโยชน์บ้างไม่เป็นประโยชน์บ้างตามกิเลสผู้ฝึก
สำรวมจิตนิ่งจนชำนาญเกิดกำลังก็มีฤทธ์ทางโลกบางประการ ไม่ระวังให้ดีก็หลง
ใครปฏิบัติสายนี้และผ่านช่วงหลงเล่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.geranun.com/archives/173" type="icon"></fb:share-button><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.geranun.com/archives/173&amp;layout=standard&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=like&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;">
			<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F173"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F173&amp;source=granun&amp;style=normal" height="61" width="50" title="กรรมฐาน กับวิปัสสนา | geranun.com" alt=" กรรมฐาน กับวิปัสสนา | geranun.com" /><br />
			</a>
		</div>
<p>เข้ามาฟังเรื่องสนทนาธรรมกันครับ</p>
<p>พอดีวันนี้ได้ฟัง 2 -3 กลุ่ม คุยกันเรื่องสายปฏิบัติใครดีกว่า<br />
ผมฟังก็เห็นว่ายังมีคนที่ยึดติดแบบฉบับอยู่มาก</p>
<p>เรื่องปฏิบัติธรรมนั้น ถ้ากำลังปฏิบัติอยู่คนละสาย จะพูดยาก<br />
แต่ละคนมีพื้นฐานมาไม่เท่ากัน และเมื่อมีที่มาต่างกัน อยู่ดีดีเอามาอธิบายจะไม่เข้าหัว</p>
<p><strong>ในดั้งเดิมไม่มีสายไหนสายไหน<br />
มีกรรมฐานสี่สิบกองเป็นฐานที่ตั้ง<br />
ทั้งสี่สิบกองนี้ มีไว้สำหรับการแก้ทางจริตของผู้ปฏิบัติ<br />
ก่อนน้อมเข้าวิปัสสนา</strong></p>
<p><strong>เดิมของผมสอนมากันแบบนี้</strong></p>
<p><font color="maroon">ใครมีกิเลสชนิดไหนมาก ให้แก้ด้วยกรรมฐานกองที่คลี่คลายกิเลสกองนั้น</font></p>
<p>เช่น <font color="green">อสุภะ ไว้สำหรับแก้จริตคนที่ติดในกามสูง ยึดติดเห็นรูปลักษณ์สวยงาม เกิดความพึงใจ<br />
ติดในรูปรส ก็แก้ทางจิตดั้งเดิม โดยไปเพ่งอสุภะ จนเกิดเห็นความเสื่อมไปของรูปกาย ความไม่เที่ยง ความไม่จีรัง<br />
เกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายในรูป เห็นว่าความสวยงามตั้งอยู่ไม่นานก็เสื่อมไปเป็นธรรมดา<br />
ต่อจากนั้น พระอาจารย์จะสอนให้น้อมมาฝึกกายานุปัสสนา เอากรรมฐานที่ฝึกอสุภะนั้นมาต่อยอด<br />
ให้พิจารณาเห็นรูปนาม เห็นรูป เห็นนาม ไม่เป็นตัวตน ไม่เป็นเจ้าของ ไม่ยึดติดรูปนามนั้นอีก</font></p>
<p><font color="green">อสุภะ นั้นฝึกยาก แต่มีคุณต่อวิปัสสนาเบื้องต้นในหัวข้อกายานุปัสสนาสูง ไม่ยึดติดรูปกาย<br />
เมื่อใดที่น้อมพิจารณาเห็นรูปเห็นนามเมื่อไหร่ มักจะผัวะเลยทีเดียว พิจารณาต่อ เห็นถึงไตรลักษณ์<br />
ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา เห็นความเกิดขึ้น เสื่อมลง ดับไป ขึ้นมากระจ่างจะจะทั้งสองตาเนื้อ<br />
โลกธาตุสว่างไสวไปหมด</font></p>
<p><font color="green">สมัยนี้มีไม่มากที่กล้าฝึก เพราะถ้าสติไม่มี ไม่แน่วแน่จะน้อมมาในธรรมะจริงๆ มักจะฟุ้งซ่าน<br />
พระท่านไม่รู้จักพื้นนิสัยจริตผู้ฝึกว่าแน่วแน่จริง จะไม่แนะนำเลยสำหรับญาติโยม<br />
ยกเว้นพระโยคาวจรที่ตั้งใจแน่วแน่แล้ว เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวจริง ย่อมเป็นเรื่องปกติ</font></p>
<p><font color="purple">กสิน นั้นไว้สำหรับ จริตของคนที่ติดโมหะสูง เป็นตัวแก้ทางกัน<br />
บางคนได้ยินแบบนี้แล้วรู้สึกว่าดูถูกก็เปล่า<br />
เพราะตนเองสร้างฐานสั่งสมมาตั้งแต่อดีตนั้น ปัจจุบันจึงฝึกต่อก็มี<br />
ฟังแบบนี้แล้วจะได้ไม่เสียอีโก้</font></p>
<p><font color="purple">สายกสินนั้นจะสังเกตว่าเป็นผู้มีทิฐิมานะสูง แรงใจสูง<br />
จึงต้องใช้กุสโลบายน้อมอารมณ์ทะยานอยากนั้นมาบีบให้มันนิ่ง<br />
การเพ่งกสิณนั้นเปรียบเป็นการรวมกำลังของจิตให้นิ่ง<br />
เสมือนเลนส์รวมแสงที่จะต้องอยู๋นิ่งและพอดิบพอดี จิตจึงจะเกิดกำลัง</font></p>
<p><font color="purple">ทางนี้ ชำนิชำนาญแล้วก็เอามาประยุกต์เล่นได้ เป็นประโยชน์บ้างไม่เป็นประโยชน์บ้างตามกิเลสผู้ฝึก<br />
สำรวมจิตนิ่งจนชำนาญเกิดกำลังก็มีฤทธ์ทางโลกบางประการ ไม่ระวังให้ดีก็หลง<br />
ใครปฏิบัติสายนี้และผ่านช่วงหลงเล่น หลงเพลินคงจะทราบดี<br />
แต่ยังไม่พอ ใครพอใจเท่านี้เรียกว่าหลง มีฤทธิ์ไม่ต่างโยคี</font> <u>เสื่อมได้<br />
</u><br />
<font color="purple">และเพราะกรรมฐานที่ฝึกมานี้ ท่านให้น้อมมาใช้ในวิปัสสนา<br />
ใช้ให้มีสติแรงกล้า นิ่งแน่วในการพิจารณาธรรม ไม่สั่นไหว ไม่คลอนแคลน<br />
สตินิ่งดั่งคมเข็ม จี้ชี้ชัดพิจารณาละเอียดเห็นธรรม และมีกำลังฌาณ<br />
รักษาสตินิ่งพิจารณาเห็นธรรมอยู่ได้จนสำเร็จ เมื่อสำเร็จมีกำลังสูง</font></p>
<p><font color="purple">กสิณฝึกได้แล้วน้อมมาใช้ในวิปัสสนาญาณให้คุณสูงตรงนี้<br />
กำลังสูงเหมือนรถเฟอรารี่เครื่องแรง ตั้งถูกทาง วิ่งถูกถนนไปฉิวๆ<br />
(แต่ถ้าขับผิดทางก็เข้ารกเข้าพงกันไปไกล)</font></p>
<p>ถามว่าแบบไหนดีที่สุด ตอบแบบเอาใจก็ต้องแบบที่ท่านกำลังฝึกนั่นแหละ ดีที่สุด<br />
แต่ถ้าตอบตามตรง ไม่มีดีที่สุด มันขึ้นอยู่กับจริตผู้ฝึกนู่น แต่ละคนมีจริตไม่เท่ากัน<br />
และก็อยู่ที่อาจารย์ที่สั่งสอน เห็นควรว่าศิษย์ควรจะฝึกอะไร<br />
ให้สามารถผ่านด่านจริตส่วนตัวจนลุล่วงเห็นธรรมได้</p>
<p>ส่วนดีที่สุดของทุกกองกรรมฐาน<br />
คือแบบไหนที่แก้ทางจริตของผู้ฝึกนั้นๆให้คลี่คลายเกิดวิปัสสนาญาณได้ดวงตาเห็นธรรม<br />
อย่าให้วนเวียนติดอยู่ในคำสมมุติว่าแบบไหนๆ แล้วก็วนเวียนอยู่อย่างนั้น<br />
แบบนั้นเป็นใช้ได้ เป็นดีที่สุดของผู้นั้น</p>
<p>สำหรับวิปัสสนาที่อาจารย์สอนสำหรับฆราวาส<br />
ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องสำคัญคือ การสร้างสติขณะปฏิบัติธรรม<br />
เพื่อให้จิตมีกำลังในการปฏฺบัติมากพอที่จะน้อมไปพิจารณาธรรมได้</p>
<p>ยุบหนอ พองหนอ เหยียบ ยกย่าง หรือ พุทโธ หรือสัมมาอะระหัง มีเป็นตัวตั้งให้ สติกำกับอยู่<br />
รู้ทุกขณะ เข้ารู้เข้า ออกรู้ออก เหยียบ ยก ย่าง จงกรม หรือนั่ง หรือทำอะไร เป็นผู้มีสติชัด<br />
กลุ่มนี้ไปช้า มุ่งตรงทีเดียว แต่เวลาเจอด่านสำคัญๆต้องมีความพยายามมากหน่อย</p>
<p><font color="red">ต้องกำกับสติอยู่หมัดจริงๆ จึงจะรู้ทันจิตในขณะนั้น</font></p>
<p>สติชัดแล้วจะกำกับได้ไม่หลงทาง นิมิตมาก็รู้ทัน ถีนมิททะมาก็รู้ทัน ผ่านด่านอุปสรรคธรรมต่างๆ เช่น นิวรณ์ลุล่วงได้<br />
ถึงจะพิจารณาธรรมได้</p>
<p>นั่งๆแล้วเมื่อยทนไม่ไหว นั่งๆแล้วง่วงจะหลับ เป็นเพราะสติเอาไม่อยู่ กำลังยังน้อย ก็ค่อยๆฝึกไป<br />
วิปัสสนาไม่มีกำลังจิตนิ่งเสียเลยก็ไปได้ยาก ต้องมีบ้างในระดับหนึ่ง</p>
<p>ทีนี้ หลวงพ่อท่านก็ประยุกต์กรรมฐานกองใดกองหนึ่งมาใช้โดยไม่ต้องอธิบาย<br />
อธิบายมากแล้วบางคนก็ไปยึดติดรายละเอียดอีก ไม่ใช่เรื่องต้องนึกถึง<br />
เป็นวิธีที่ประยุกต์มุ่งให้เข้าถึงการปฏิบัติวิปัสสนาโดยรวบยอด<br />
มุ่งเป้าสู่การปฏิบัติธรรมโดยตรง</p>
<p>สำหรับพวกที่ฝึกกสิณมาแล้ว<br />
ด่านพวกนี้เฉยๆ ผ่านได้ง่ายๆ เป็นต้น</p>
<p>ถามว่าดีไหม ดีทั้งนั้น</p>
<p><u>กรรมฐานทั้ง 40 กองนี้ถ้าเคยฝึกมาแล้ว<br />
หรือคิดจะทำก็ถือว่าดี มีผลขัดเกลาให้เกิดความพร้อมในวิปัสสนาต่อทั้งนั้น<br />
แต่ต้องฝึกทุกกองไหม ก็บอกแล้วว่าเป็นไปตามจริตของผู้ฝึก<br />
กรรมฐานแต่ละกองมีไว้แก้ทางกัน และให้ผลแต่ละลำดับไม่เท่ากัน</u></p>
<p><font color="blue">กรรมฐาน กองที่ให้อานิสงส์มาก อย่าง อาปานสติ หรือ มรณานุสติ<br />
พระพุทธเจ้าท่านยกย่องไว้ให้พุทธสาวกหมั่นพิจารณาด้วยพระองค์เอง</font></p>
<p><font color="blue">ดังนั้นจะสังเกตว่าส่วนใหญ่แล้ว<br />
สำหรับฆราวาส พระท่านจึงนิยมสอนอาปานสติเป็นหลัก รู้ลมหายใจเข้าออก มีสติทุกขณะ<br />
อาปานสติเป็นคุณต่อวิปัสสนามาก</font></p>
<p><font color="blue">(แต่เป็นอุปสรรค สำหรับสายฌาณ 4 บ้าง<br />
เพราะในฌาณ 4 ณ จุดหนึ่งๆ จะพิจารณาลมหายใจได้ยาก ละเอียดเสมือนไม่มี<br />
คนที่ไม่ได้ฝึกทางนี้จะต้องถอยกลับมาที่จุดที่รู้สึกถึงลมหายใจในที่สุด)</font></p>
<p><font color="blue">สำหรับสายพุทธศาสนา อาปานสติก็เพียงพอแล้ว<br />
เพราะขอให้รักษาจิตให้นิ่งได้ ไม่ต้องมาคำนึงว่านั่น คือ ฌาณไหน<br />
ก็สามารถใช้น้อมมาตั้งพิจารณาวิปัสสนาญานได้จนครบถ้วน<br />
(พระท่านมักไม่ค่อยเอ่ยถึงให้เสียเวลา เกรงญาติโยมจะไปยึดติดฌาณเปล่าๆ<br />
พอคิด เอ..ถึงหรือยังน้อ เป็นอันเสียเรื่อง)</font></p>
<p><font color="blue">สำหรับผู้ที่ฝึกอาปานสติจนชำนิชำนาญแล้ว ฝึกวิปัสนาญาณได้แล้ว เข้าใจว่าวิปัสสนา คืออะไร<br />
ยามว่างๆ ในชีวิตปกติหลายท่านๆก็นิยมน้อมมรณานุสติมากำกับ<br />
ถึงพร้อมความไม่ประมาท เป็นสติกำกับชั้นยิ่งยวด ที่ระมัดระวังทุกวินาที</font></p>
<p><font color="blue">ถามว่ามีประโยชน์อันใด<br />
มีประโยชน์ คือ ธรรมที่ปฏิบัติได้แล้วนั้น แม้วินาทีสุดท้ายของชีวิตก็จะรักษาไว้ได้<br />
เป็นประโยชน์ยิ่งยวดต่อชาติภพต่อไปหากยังไม่บรรลุถึงโสดา อนาคมมี สกิทา อรหันตื ก็ยังพึ่งได้</font></p>
<p><font color="blue">บางคนปฏิบัติมาดี วินาทีที่เสียชีวิตไม่ได้รักษาาสมาธิอยู่ก็จะเสียดายโอกาส เป็นไปตามคติกรรมที่ตนระลึกได้ขณะนั้นไป เป็นต้น</font></p>
<p><font color="blue">ทิ้งท้ายไว้ว่ากรรมฐานกองไหน วิปัสสนาสายไหนที่อาจารย์ท่านสอน เป็นเพียงกลวิธี<br />
อย่าไปยึดติดคิดว่าสายไหนดีสายไหนถูกต้อง เพราะไม่ใช่เรื่องต้องคิด<br />
ให้คิดแต่ว่าที่เราปฏิบัติในทางสายนี้อยู่นั้น ถูกจริตดีหรือยัง รู้จักสอบทานตัวเอง<br />
จะได้เกิดความก้าวหน้า</font></p>
<h4><font color="blue">ตอนนี้ปฏิบัติทางไหนก็หมั่นฝึกทางนั้นให้ดีกันเถิดครับ ให้เป็นที่พึ่งได้ก่อนวันที่เราต้องไปก็เป็นใช้ได้แล้ว</font></h4>
<p>เจริญในธรรมครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.geranun.com/archives/173/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สตีฟ จ๊อบ กับประสบการณ์ชีวิตที่แสนล้ำค่า</title>
		<link>http://www.geranun.com/archives/77</link>
		<comments>http://www.geranun.com/archives/77#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Jul 2007 18:08:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>G®anun</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึกชีวิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://geranun.com/?p=77</guid>
		<description><![CDATA[
			
				
			
		
- สตีฟ จ็อบส์ -

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาคุยกับน้องๆ ทั้งหลาย ในวันจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งโลก ผมไม่เคยเรียนจบมหาวิทยาลัย – ตรงนี้เป็นก้าวที่ใกล้ที่สุดแล้วของผม วันนี้ผมอยากเล่าเรื่องจากชีวิตจริงของผมให้น้องๆ ฟังสามเรื่อง ไม่มีอะไรมากครับ แค่สามเรื่อง
เรื่องแรกเป็นเรื่องของการเชื่อมจุดครับ
ผมลาออกจากวิทยาลัยรีด (Reed College) หลังจากเรียนไปได้ 6 เดือน แต่ผมก็ยังไปนั่งเรียนต่ออีกประมาณ 18 เดือน ก่อนที่จะลาออกจริงๆ แล้วทำไมผมถึงลาออก?

สาเหตุมันมีมาตั้งแต่ก่อนผมเกิด แม่แท้ๆ ของผมเป็นบัณฑิตสาวที่ยังไม่แต่งงาน แม่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะยกผมให้เป็นลูกบุญธรรมของคนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย ท่านก็เลยจัดการให้ทนายความคนหนึ่งกับภรรยารับอุปการะผมตั้งแต่เกิด ทีนี้ทั้งคู่เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาในนาทีสุดท้าย พวกเขาคิดว่าเขาอยากอุปการะเด็กผู้หญิงมากกว่า ดังนั้น พ่อแม่บุญธรรมของผมซึ่งมีรายชื่ออยู่ในบัญชีผู้รอรับการอุปการะ ก็เลยได้รับโทรศัพท์ในตอนกลางดึกบอกว่า “เรามีทารกเพศชาย คุณอยากอุปการะเขาไหม?” พ่อแม่บุญธรรมผมตอบว่า “แน่นอน” ตอนหลังแม่แท้ๆ ของผมพบว่าแม่บุญธรรมไม่ได้เรียนจบมหาวิทยาลัย และพ่อบุญธรรมก็ยังเรียนไม่จบกระทั่งชั้นมัธยมปลาย เธอก็เลยไม่ยอมเซ็นเอกสารส่งตัวผม มายอมเซ็นก็หลายเดือนต่อมา หลังจากที่พ่อกับแม่สัญญากับว่า วันหนึ่งผมจะได้เรียนมหาวิทยาลัย
17 ปีต่อมา ผมก็ได้เรียนมหาวิทยาลัยจริงๆ แต่ด้วยความไร้เดียงสา ผมเลือกมหาวิทยาลัยที่แพงเกือบเท่ากับสแตนฟอร์ด ทำให้พ่อแม่ผู้ใช้แรงงานของผมต้องใช้เงินเก็บเกือบทั้งหมดส่งผมเรียน หลังจากเรียนได้ 6 เดือน ผมก็ไม่เห็นประโยชน์ของมันอีก ผมไม่รู้ว่าผมต้องการอะไรจากชีวิต และผมก็ไม่รู้ว่าใบปริญญาจะช่วยให้ผมค้นหาคำตอบได้อย่างไร ในขณะที่ผมกำลังถลุงเงินที่พ่อกับแม่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.geranun.com/archives/77" type="icon"></fb:share-button><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.geranun.com/archives/77&amp;layout=standard&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=like&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;">
			<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F77"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.geranun.com%2Farchives%2F77&amp;source=granun&amp;style=normal" height="61" width="50" title="สตีฟ จ๊อบ กับประสบการณ์ชีวิตที่แสนล้ำค่า | geranun.com" alt=" สตีฟ จ๊อบ กับประสบการณ์ชีวิตที่แสนล้ำค่า | geranun.com" /><br />
			</a>
		</div>
<p><strong>- สตีฟ จ็อบส์ -</strong></p>
<p><img src="http://www.onopen.com/upload/_Steve-in-work.jpg" alt=" Steve in work สตีฟ จ๊อบ กับประสบการณ์ชีวิตที่แสนล้ำค่า | geranun.com" title="" height="270" width="360" /></p>
<p>ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาคุยกับน้องๆ ทั้งหลาย ในวันจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งโลก ผมไม่เคยเรียนจบมหาวิทยาลัย – ตรงนี้เป็นก้าวที่ใกล้ที่สุดแล้วของผม วันนี้ผมอยากเล่าเรื่องจากชีวิตจริงของผมให้น้องๆ ฟังสามเรื่อง ไม่มีอะไรมากครับ แค่สามเรื่อง</p>
<p>เรื่องแรกเป็นเรื่องของการเชื่อมจุดครับ</p>
<p>ผมลาออกจากวิทยาลัยรีด (Reed College) หลังจากเรียนไปได้ 6 เดือน แต่ผมก็ยังไปนั่งเรียนต่ออีกประมาณ 18 เดือน ก่อนที่จะลาออกจริงๆ แล้วทำไมผมถึงลาออก?</p>
<p><span id="more-77"></span></p>
<p>สาเหตุมันมีมาตั้งแต่ก่อนผมเกิด แม่แท้ๆ ของผมเป็นบัณฑิตสาวที่ยังไม่แต่งงาน แม่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะยกผมให้เป็นลูกบุญธรรมของคนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย ท่านก็เลยจัดการให้ทนายความคนหนึ่งกับภรรยารับอุปการะผมตั้งแต่เกิด ทีนี้ทั้งคู่เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาในนาทีสุดท้าย พวกเขาคิดว่าเขาอยากอุปการะเด็กผู้หญิงมากกว่า ดังนั้น พ่อแม่บุญธรรมของผมซึ่งมีรายชื่ออยู่ในบัญชีผู้รอรับการอุปการะ ก็เลยได้รับโทรศัพท์ในตอนกลางดึกบอกว่า “เรามีทารกเพศชาย คุณอยากอุปการะเขาไหม?” พ่อแม่บุญธรรมผมตอบว่า “แน่นอน” ตอนหลังแม่แท้ๆ ของผมพบว่าแม่บุญธรรมไม่ได้เรียนจบมหาวิทยาลัย และพ่อบุญธรรมก็ยังเรียนไม่จบกระทั่งชั้นมัธยมปลาย เธอก็เลยไม่ยอมเซ็นเอกสารส่งตัวผม มายอมเซ็นก็หลายเดือนต่อมา หลังจากที่พ่อกับแม่สัญญากับว่า วันหนึ่งผมจะได้เรียนมหาวิทยาลัย</p>
<p>17 ปีต่อมา ผมก็ได้เรียนมหาวิทยาลัยจริงๆ แต่ด้วยความไร้เดียงสา ผมเลือกมหาวิทยาลัยที่แพงเกือบเท่ากับสแตนฟอร์ด ทำให้พ่อแม่ผู้ใช้แรงงานของผมต้องใช้เงินเก็บเกือบทั้งหมดส่งผมเรียน หลังจากเรียนได้ 6 เดือน ผมก็ไม่เห็นประโยชน์ของมันอีก ผมไม่รู้ว่าผมต้องการอะไรจากชีวิต และผมก็ไม่รู้ว่าใบปริญญาจะช่วยให้ผมค้นหาคำตอบได้อย่างไร ในขณะที่ผมกำลังถลุงเงินที่พ่อกับแม่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต ผมก็เลยตัดสินใจลาออก ด้วยความเชื่อว่าทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีในที่สุด ตอนนั้นน่ากลัวเหมือนกันนะครับ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิต นาทีที่ผมลาออก แปลว่าผมไม่ต้องไปเรียนวิชาที่ผมไม่สนใจอีกต่อไป ผมก็เลยไปนั่งเรียนในวิชาที่ผมสนใจแทน</p>
<p>ชีวิตของผมช่วงนั้นไม่ได้โรแมนติคอะไรหรอกครับ ผมไม่มีห้องพัก ก็เลยต้องไปนอนบนพื้นห้องของเพื่อนๆ ผมเก็บขวดโค้กเอาไปแลกกับเงิน 5 เซ็นต์สำหรับจ่ายเป็นค่าอาหาร และทุกๆ วันอาทิตย์ ผมจะเดินเป็นระยะทาง 7 ไมล์จากฟากหนึ่งของเมืองไปอีกฟากหนึ่ง เพื่อไปกินอาหารดีๆ ซักมื้อที่วัดพระกฤษณะ (Hare Krishna Temple) ผมรักมันมาก การที่ผมปล่อยชีวิตไปตามความอยากรู้อยากเห็นและสัญชาตญาณ ทำให้ผมได้พบกับหลายๆ สิ่งโดยบังเอิญ ซึ่งมีค่าสำหรับผมมากในเวลาต่อมา ผมจะยกตัวอย่างซักเรื่องนะครับ</p>
<p>วิทยาลัยรีดในสมัยนั้นมีคอร์สสอนการคัดลายมือ (calligraphy) ที่น่าจะดีที่สุดในประเทศ ในบริเวณมหาวิทยาลัย โปสเตอร์ทุกแผ่น ป้ายติดลิ้นชักทุกอัน ล้วนเขียนด้วยลายมือที่สวยมากๆ เพราะผมไม่ต้องไปเรียนวิชาบังคับหลังจากลาออกแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจไปเรียนคอร์สนี้ เพราะอยากรู้ว่าเขาเขียนกันอย่างไร ผมเรียนวิธีเขียนตัวอักษรแบบเซรีฟ (serif) แบบซาน เซรีฟ (san serif) เรียนวิธีเว้นช่องไฟระหว่างตัวอักษร เรียนรู้เทคนิคการเรียงพิมพ์อันยอดเยี่ยม ซึ่งล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสวยงาม ประวัติศาสตร์ และศิลปะที่มีความลึกล้ำ ในแง่มุมที่วิทยาศาสตร์ไม่อาจอธิบายได้ ผมรู้สึกว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องน่าทึ่งมาก</p>
<p>วิชานี้ดูเหมือนไม่มีอะไรที่จะนำมาใช้ในชีวิตจริงของผมได้เลย แต่ 10 ปีต่อมา ตอนที่เรากำลังออกแบบเครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอชรุ่นแรก ความรู้เหล่านี้ก็ย้อนกลับมาใหม่ เราใส่มันลงไปในเจ้านี่หมดเลยครับ ทำให้แมคฯเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกในโลกที่มีตัวพิมพ์ที่สวยงาม ถ้าผมไม่ได้ไปเรียนวิชานั้น ป่านนี้แมคฯก็คงไม่มีตัวพิมพ์หลากหลายรูปแบบหรือตัวพิมพ์ที่เว้นช่องไฟในสัดส่วนที่เหมาะสม และเพราะวินโดวส์ใช้วิธีก็อปปี้แมคฯเป็นหลัก นั่นก็หมายความว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะทั่วไปก็คงไม่มีด้วย ถ้าผมไม่ลาออก ผมก็คงไม่ได้ไปนั่งเรียนวิชาคัดลายมือนี้ และคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะก็คงไม่มีตัวพิมพ์ที่สวยงาม แน่นอนครับ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงจุดต่างๆ เหล่านี้ได้ตอนผมเป็นนักศึกษา แต่มันกลับกลายเป็นเรื่องง่ายดาย เมื่อผมมองย้อนกลับไปในอีก 10 ปีต่อมา</p>
<p>ไม่มีใครสามารถเชื่อมจุดจากปัจจุบันไปยังอนาคตได้ – เราทำได้เพียงเชื่อมจากปัจจุบันไปหาอดีตเท่านั้น เพราะฉะนั้น น้องๆ ต้องมั่นใจว่าอะไรที่ทำอยู่ตอนนี้จะเชื่อมไปเองในอนาคต น้องๆ ต้องเชื่อมั่นในอะไรซักอย่างนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสัญชาตญาณ โชคชะตา ชีวิต กฎแห่งกรรม หรืออะไรก็แล้วแต่ ความเชื่อมั่นแบบนี้ไม่เคยทำให้ผมผิดหวัง และมันทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปมาก<br />
เรื่องที่สองเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักและการสูญเสีย</p>
<p>ผมเป็นคนโชคดี ที่ค้นพบงานที่ผมรักตั้งแต่อายุยังน้อย ผมกับวอซ (Steve Wozniak) ก่อตั้งแอปเปิลในโรงรถของพ่อกับแม่ผม ตอนผมอายุยี่สิบ เราทำงานกันหนักมากครับ ภายใน 10 ปี แอปเปิลขยายจากแค่เราสองคนในโรงรถ เป็นบริษัทมูลค่ากว่า 2 พันล้านเหรียญที่มีพนักงานกว่า 4,000 คน ตอนนั้นเราเพิ่งเปิดตัวผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเรา – เครื่องแมคอินทอช – 1 ปีก่อนที่ผมจะอายุครบสามสิบ แล้วผมก็ถูกไล่ออก ทำอย่างไรเราถึงจะถูกไล่ออกจากบริษัทที่เราเป็นคนก่อตั้งน่ะหรือครับ? คือว่าเมื่อแอปเปิลโตขึ้น เราก็จ้างคนที่เราคิดว่าเก่งมากๆ มาช่วยบริหาร ปีแรกเหตุการณ์ก็ราบรื่นดี แต่หลังจากนั้นวิสัยทัศน์ของเราก็เริ่มแยกทางกัน จนในที่สุดเราก็ไปด้วยกันไม่ได้ เมื่อถึงจุดนั้น คณะกรรมการบริษัทเลือกอยู่ข้างเขา ผมก็เลยถูกไล่ออกตอนอายุสามสิบ แล้วก็ออกแบบเป็นข่าวดังมากด้วย ในพริบตาเท่านั้น สิ่งที่ผมทุ่มเทให้ทั้งชีวิตก็มลายหายไป มันเป็นเรื่องที่สะเทือนใจผมมาก</p>
<p>ผมไม่รู้ว่าจะทำอะไรเป็นเวลาหลายเดือนหลังจากนั้น ผมรู้สึกว่าผมทำให้เจ้าของธุรกิจรุ่นก่อนผิดหวัง รู้สึกว่าผมทำไม้ผลัดตกตอนที่เขากำลังหยิบยื่นมันมาให้ผม ผมไปพบเดวิด แพ็คการ์ด (David Packard) และบ็อบ นอยซ์ (Bob Noyce) เพื่อขอโทษพวกเขาที่ทำทุกอย่างพังพินาศ ผมเป็นตัวอย่างของความล้มเหลวที่โด่งดัง ช่วงหนึ่งผมคิดถึงขนาดจะหนีไปจากวงการ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมก็เริ่มคิดได้อย่างช้าๆ ว่า ผมยังรักในสิ่งที่ผมทำอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นที่แอปเปิลไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรู้สึกนี้เลย ผมถูกไล่ออก แต่ผมยังมีความรักอยู่ นั่นทำให้ผมตัดสินใจเริ่มต้นใหม่</p>
<p>ตอนนั้นผมไม่ได้คิดแบบนี้ แต่ปรากฏว่าการถูกไล่ออกจากแอปเปิลกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับผม ภาระอันหนักอึ้งจากความสำเร็จ แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกเบาสบาย เมื่อผมกลับกลายเป็นมือใหม่ที่มีความเชื่อมั่นน้อยลง มันทำให้ผมมีอิสรภาพ ที่จะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการสร้างสรรค์ที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต</p>
<p>ในช่วง 5 ปีหลังจากนั้น ผมก่อตั้งบริษัท เน็คสท์ (NeXT) และบริษัท พิกซาร์ (Pixar) ก่อนที่จะตกหลุมรักผู้หญิงมหัศจรรย์คนหนึ่งซึ่งต่อมากลายเป็นภรรยาของผม พิกซาร์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวที่เป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นล้วนๆ เรื่องแรกของโลกคือ ทอย สตอรี่ (Toy Story) และตอนนี้ก็เป็นสตูดิโอแอนิเมชั่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก หนึ่งในเหตุการณ์พลิกผันอันน่าพิศวงก็คือ เมื่อแอปเปิลซื้อกิจการของเน็คสท์ ผมเลยได้กลับคืนสู่แอปเปิล และเทคโนโลยีที่เราพัฒนาขึ้นที่เน็คสท์ ก็กลายเป็นหัวใจของแอปเปิลในยุคที่กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ตอนนี้ลอรีน (Laurene) กับผมมีครอบครัวที่อบอุ่นร่วมกัน</p>
<p>ผมเชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าแอปเปิลไม่ไล่ผมออก แม้มันจะเป็นยาที่ขมมาก แต่ผมก็คิดว่าเป็นยาที่คนป่วยต้องการพอดี บางครั้งชีวิตก็กระแทกเราเหมือนอิฐ อย่าเสื่อมศรัทธานะครับ ผมเชื่อว่าสิ่งเดียวที่ทำให้ผมผ่านพ้นช่วงนั้นมาได้คือ ความรักในสิ่งที่ผมทำ น้องๆ ต้องหาสิ่งที่ตัวเองรัก ผมหมายถึงทั้งงานและคนรัก เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตเราจะหมดไปกับงาน วิธีเดียวที่จะทำให้เรามีความสุขกับการทำงานคือ เมื่อเราทำงานที่ยอดเยี่ยม และวิธีเดียวที่จะทำให้งานออกมายอดเยี่ยมคือ เมื่อเรารักงานที่เราทำ ถ้าน้องๆ ยังหางานนั้นไม่เจอ จงหาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง งานก็เหมือนเรื่องของหัวใจเรื่องอื่นๆ – น้องจะรู้ว่ามัน “ใช่” เมื่อเจอกับมัน และการทำงานก็เหมือนความสัมพันธ์ที่ดีแบบอื่น คือมันจะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้น ผมอยากย้ำให้น้องๆ ตามหางานที่รักจนกว่าจะเจอ อย่ายอมท้อถอย</p>
<p>เรื่องที่สามเกี่ยวกับความตายครับ</p>
<p>ตอนผมอายุสิบเจ็ด ผมอ่านคำคมประโยคหนึ่งที่ว่าไว้ทำนองนี้ “ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนมันเป็นวันสุดท้ายของคุณแล้วละก็ วันหนึ่งคุณจะพบว่าสิ่งที่ทำไปนั้นถูกต้อง” ผมรู้สึกประทับใจกับประโยคนี้มาก ตั้งแต่นั้นมากว่า 33 ปี ผมมองหน้าตัวเองในกระจกทุกวัน แล้วถามตัวเองว่า “ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของผม ผมจะอยากทำสิ่งที่ผมกำลังจะทำวันนี้หรือเปล่า?” แล้วเมื่อไหร่ที่คำตอบคือ “ไม่” ติดกันหลายวัน ผมจะรู้ตัวว่าผมต้องเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้ว</p>
<p>ความสำนึกว่าผมจะต้องตายในไม่ช้า เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดที่ผมใช้ในการตัดสินใจครั้งสำคัญๆ ของชีวิต เพราะเกือบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวัง ความภาคภูมิใจ ความอึดอัดคับข้องหรือความผิดพลาดทั้งหลาย ล้วนไม่มีความหมายอะไรเลยเมื่อเทียบกับความตาย ชีวิตควรจะเหลือทิ้งไว้เพียงสิ่งที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น การตระหนักว่าวันหนึ่งคนเราทุกคนจะต้องตาย เป็นหนทางที่ดีที่สุดที่ผมรู้จักสำหรับการก้าวพ้นความคิดที่ว่า เรามีอะไรที่จะต้องสูญเสีย เราทุกคนตัวเปล่าเล่าเปลือยอยู่แล้วครับ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะไม่ทำตามสิ่งที่ใจเราปรารถนา</p>
<p><img src="http://www.onopen.com/upload/_Steve-Job-.jpg" alt=" Steve Job  สตีฟ จ๊อบ กับประสบการณ์ชีวิตที่แสนล้ำค่า | geranun.com" title="" style="margin-left: 10px;" align="right" height="250" width="162" />เมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา หมอบอกว่าผมเป็นมะเร็ง ผมไปเข้าเครื่องสแกนตอนเจ็ดโมงครึ่ง ผลออกมาชัดเจนว่ามีเนื้อร้ายที่ตับอ่อนของผม ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตับอ่อนคืออะไร หมอบอกว่าเขาค่อนข้างแน่ใจว่าผมเป็นมะเร็งแบบที่รักษาไม่หาย และผมไม่น่าจะอยู่ได้นานเกิน 3 ถึง 6 เดือน หมอบอกให้ผมกลับบ้านไปสะสางเรื่องต่างๆ ที่คั่งค้างอยู่ ก็เป็นโค้ดของหมอที่แปลว่าให้ไปเตรียมตัวตายนั่นแหละครับ แปลว่าให้พยายามบอกลูกๆ ถึงสิ่งต่างๆ ที่คนปกติมีเวลา 10 ปีจะบอก ให้บอกภายในไม่กี่เดือน แปลว่าให้เก็บความรู้สึกทุกอย่างให้เรียบร้อย ให้ครอบครัวไม่ยุ่งยากใจเมื่อถึงเวลา แปลว่าให้เอ่ยคำลา</p>
<p>ผมหมกมุ่นอยู่กับคำวินิจฉัยนั้นทั้งวัน เย็นวันนั้นผมไปเข้ากระบวนการไบอ็อพซี่ (biopsy) คือหมอต้องหย่อนกล้องเอ็นโดสโคป (endoscope) ลงไปในคอผม ผ่านกระเพาะไปยังลำไส้ เอาเข็มฉีดยาแทงเข้าตับอ่อน ดูดเอาเซลล์มะเร็งบางเซลล์ออกมา ตอนนั้นผมอยู่ใต้ฤทธิ์ยาชา ภรรยาผมซึ่งอยู่ในห้องด้วยเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ส่องกล้องจุลทรรศน์ดูเซลล์มะเร็ง หมอหลายคนถึงกับร้องไห้ เพราะปรากฏว่ามันเป็นมะเร็งตับอ่อนชนิดหายากซึ่งสามารถรักษาให้หายด้วยการผ่าตัดได้ หลังจากนั้นผมก็เข้ารับการผ่าตัด ตอนนี้ผมสบายดีแล้วครับ</p>
<p>นั่นเป็นเหตุการณ์ที่นำให้ผมใกล้ชิดกับความตายมากที่สุดในชีวิต ผมหวังว่ามันจะเข้ามาใกล้ที่สุดแล้ว สำหรับในเวลาอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า เพราะผมได้ประสบด้วยตัวเอง ผมเลยสามารถเล่าสิ่งต่อไปนี้ให้น้องๆ ฟังด้วยความมั่นใจกว่าตอนที่ความตายเป็นแค่เรื่องนามธรรมสำหรับผม</p>
<p>ไม่มีใครอยากตายหรอกครับ ขนาดคนที่อยากไปสวรรค์ก็ยังไม่อยากตายก่อนไปถึง ถึงกระนั้นเราทุกคนก็ต้องตายทั้งนั้น ไม่มีใครเคยรอดพ้นจากมันได้ แต่นั่นก็เป็นสัจธรรมที่ควรจะเป็น เพราะความตายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ธรรมชาติให้เรามา เป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลง กำจัดของเก่าเพื่อสละพื้นที่ให้กับของใหม่ ตอนนี้น้องๆ ทุกคนเป็นของใหม่ แต่ในอีกไม่นานนับจากนี้ น้องๆ จะกลายเป็นของเก่าที่ธรรมชาติต้องกำจัด ขอโทษที่อาจจะฟังดูน่าเศร้านะครับ แต่มันเป็นความจริง</p>
<p>เวลาของน้องๆ มีจำกัด ดังนั้น อย่าทำให้มันเปล่าประโยชน์ด้วยการใช้ชีวิตของคนอื่น อย่าตกเป็นทาสของกฎเกณฑ์ – นั่นคือการใช้ชีวิตตามความคิดของคนอื่น อย่าปล่อยให้เสียงของคนอื่นๆ ดังกลบเสียงของหัวใจเราเอง และที่สำคัญที่สุดคือ จงมีความกล้าที่จะเดินตามสิ่งที่หัวใจและสัญชาตญาณเรียกร้อง ทั้งคู่รู้อยู่แล้วล่ะครับว่าน้องๆ อยากเป็นอะไร ทุกอย่างที่เหลือเป็นเรื่องรองลงมาทั้งนั้น</p>
<p>ตอนผมเป็นเด็ก มีหนังสือที่น่าอัศจรรย์มากเล่มหนึ่งชื่อ แคตาล็อคของโลก (The Whole Earth Catalog) ซึ่งนับเป็นคัมภีร์ไบเบิลของคนรุ่นผม คนที่คิดหนังสือเล่มนี้ชื่อ สจ๊วต แบรนด์ (Stewart Brand) เป็นคนเมืองเม็นโล ปาร์ค (Menlo Park) ไม่ไกลจากที่นี่เลยครับ เขาทำให้หนังสือนี้มีชีวิตขึ้นมาด้วยอารมณ์กวี นี่เรากำลังพูดถึงช่วงปลายทศวรรษ 1960 ก่อนยุคคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโปรแกรมเวิร์ด นั่นแปลว่าเจ้าสิ่งนี้ถูกผลิตขึ้นจากเครื่องพิมพ์ดีด กรรไกร และกล้องโพลารอยด์ คล้ายๆ กับกูเกิ้ลในรูปของกระดาษ แต่นี่คือ 35 ปีก่อนที่กูเกิ้ลจะเกิดนะครับ มันเป็นอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ และเต็มเปี่ยมด้วยเครื่องมือและไอเดียดีๆ มากมาย</p>
<p>สจ๊วตและทีมงานผลิต แคตาล็อคของโลก ออกมาได้ไม่กี่เล่ม ก่อนที่มันจะม้วนเสื่อไป เขาเข็นเล่มสุดท้ายออกมาราวกลางทศวรรษ 1970 ตอนนั้นผมมีอายุเท่าน้องๆ ตอนนี้ ปกหลังของเล่มนี้เป็นรูปถนนแถวชนบทยามเช้า แบบที่น้องๆ นักผจญภัยชอบไปโบกรถกันนั่นแหละครับ ใต้รูปเขียนว่า “อย่าทิ้งความกระหาย อย่าคลายความซื่อ” (Stay Hungry. Stay Foolish.) แล้วผมก็ใช้ประโยคนี้เป็นคติประจำใจมาตลอด และในวันนี้ วันที่น้องๆ ก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผมขออวยพรน้องๆ ด้วยประโยคนี้ครับ</p>
<p>“อย่าทิ้งความกระหาย อย่าคลายความซื่อ”</p>
<p>ขอบคุณมากครับ</p>
<p><a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.onopen.com/2006/opendragon/534"><strong>แปลและเรียบเรียงจากคำปราศรัยของ สตีฟ จ๊อบส์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท แอปเปิลคอมพิวเตอร์ และพิกซาร์ แอนิเมชั่น สตูดิโอ ในพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2548 โดย สฤณี อาชวานันทกุล</strong></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.geranun.com/archives/77/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
