Tag-Archive for » ข่าว «

เคยสงสัยว่าตัวเองจะเป็นไบโพลาร์..กันมั่งไหมครับ

two face 294x400 เคยสงสัยว่าตัวเองจะเป็นไบโพลาร์..กันมั่งไหมครับ | geranun.comปัจจุบัน ปัญหาการเจ็บป่วยจากภาวะเครียดในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องใกล้ตัวที่พบได้บ่อย ซึ่งสามารถแสดงอาการได้ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ แต่ยังมีความผิดปกติทางด้านอารมณ์อีกชนิดหนึ่งที่พบได้ไม่ยากนัก โดยที่ผู้คนในสังคมจำนวนมากยังไม่รู้จักหรือคุ้นเคย แม้แต่คนที่ป่วยเองก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองป่วยและไม่ยอมรับ ก็คือ “โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) หรือโรคอารมณ์สองขั้ว”

โรคไบโพลาร์เป็นโรคที่มีความผิดปกติของอารมณ์เป็นหลัก มีอาการแสดงออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มอาการซึมเศร้า (Depress) และกลุ่มอาการแมเนีย (Mania) คือ อารมญ์ดี หรืออารมณ์รุนแรงเกินเหตุ จึงเรียกโรคนี้ว่าโรคอารมณ์สองขั้ว (ขั้วลบ = ซึมเศร้า และขั้วบวก = แมเนีย)

โดยปกติคนเราในแต่ละวัน จะมีอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ในระดับหนึ่งแล้วกลับมาเป็นปกติ ดำเนินชีวิต รับผิดชอบหน้าที่การงาน ครอบครัว สังคมได้ แต่คนที่มีอารมณ์ผิดปกติ คือเกิดอารมณ์ลบ หรือ อารมณ์บวกแล้ว ค้างอยู่นานเป็นสัปดาห์เป็นเดือน ไม่สามารถกลับเข้าสู่อารมณ์ปกติได้ จนกระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่สามารถรับผิดชอบหน้าที่การงาน ครอบครัว หรือความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้

กลุ่มอารมณ์ซึมเศร้า ในโลกไบโพลาร์ จะมีลักษณะเดียวกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คือ อาการเบื่อหน่าย ท้อแท้ มองทุกอย่างในแง่ลบ ความสนใจ หรือเพลิดเพลินใจในสิ่งต่าง ๆ ลดลงอย่างมาก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีกำลังใจ ความจำไม่ดี และสมาธิลดลง นอนไม่หลับ หรือนอนมากกว่าปกติ รู้สึกผิด รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี เป็นภาระ รู้สึกไร้ค่า บางรายคิดอยากตาย ซึ่งมีไม่น้อยที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย

สำหรับกลุ่มอาการแมเนีย จะมีลักษณะตรงกันข้ามกับอาการซึมเศร้า คือ มีอารมณ์ครึกครื้น แสดงออกอย่างเต็มที่ พูดมาก พูดเร็ว พูดไม่ยอมหยุด ความคิด พรั่งพรู มีโครงการมากมายเป็นร้อยเป็นพันล้าน รู้สึกว่าตนเองเก่ง มีความสามารถมาก มีความสำคัญมาก ความมั่นใจในตนเองสูง เรี่ยวแรงเพิ่ม นอนน้อยกว่าปกติ eggs 200x200 เคยสงสัยว่าตัวเองจะเป็นไบโพลาร์..กันมั่งไหมครับ | geranun.comบางรายนอนเพียงวันละ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น โดยไม่มีอาการอ่อนเพลีย สมาธิไม่ดี วอกแวก สนใจไปทุกสิ่งทุกอย่าง หุนหันพลันแล่น การตัดสินใจไม่เหมาะสม เช่น ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือย ซื้อของแพงมากมายเกินความจำเป็น ซื้อที่ละเยอะ ๆ แจกคน เล่นการพนันก่อหนี้สินมากมาย ทำเรื่องเสี่ยงอันตรายผิดกฎหมาย ชอบเที่ยวกลางคืน ความต้องการทางเพศสูง มีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสม บางคนหงุดหงิดก้าวร้าวได้ง่ายถ้าถูกขัดใจ คนที่มีอาการแมเนีย จะไม่รู้สึกว่าตัวเองผิดปกติ คิดว่าช่วงนี้ตนเองอารมณ์ดี สบายใจ รู้สึกขยันอยากทำงาน มักปฏิเสธการรักษา

คนที่ป่วยเป็นโรคนี้ มักจะมีอาการเป็นรอบ ๆ รอบละประมาณ 3-4 เดือน บางรอบอาจจะเป็นแมเนีย บางรอบอาจจะมีอาการซึมเศร้า ในแต่ละรอบอาการอาจคืนสู่ภาวะปกติได้เองโดยไม่ต้องรักษา และในช่วงมีอาการ มีความเสี่ยงหลายด้าน เช่น ช่วงอารมณ์ซึมเศร้า อาจรุนแรงถึงขั้นฆ่าตัวตายได้ ช่วงอารมณ์แมเนีย อาจก่อหนี้สินมากมายจากการพนัน หรือการลงเอยที่ผิดพลาด อาจทำร้ายผู้อื่น เกิดโรคติดต่อจากเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน เช่น โรคเอดส์ เป็นต้น ใช้ยาเสพติด อุบัติเหตุจากขับรถเร็ว ทำเรื่องผิดกฎหมาย

การจะบอกได้ว่าเป็นโรคนี้ หรือไม่ต้องใช้เกณฑ์การวินิจฉัยจากแพทย์ แต่โดยทั่วไป เราควรนึกถึงโรคนี้ และไปปรึกษาแพทย์ เมื่อมีการขึ้นลงของอารมณ์มากกว่าคนทั่วไป หรือมากกว่าปกติของคนคนนั้น เป็นเวลาติดต่อกันมากกว่า 1 สัปดาห์ มีความผิดปกติของการนอนร่วมด้วย และความผิดปกตินั้นกระทบต่อหน้าที่การงาน ความรับผิดชอบและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา ช่วงรอบที่มีอาการจะเกิดบ่อยขึ้นรุนแรงขึ้น และรักษาได้ยากขึ้น

โรคไบโพลาร์เกิดได้อย่างไร

จากการวิจัยจำนวนมาก สรุปได้ว่า โรคไบโพลาร์ เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมอง มีสารนำประสาทที่ไม่สมดุล และมีปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมค่อนข้างมาก เช่น คนในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเป็นมากกว่าคนทั่วไป โรคนี้พบได้ประมาณร้อยละ 1 ของประชากรทั่วไป ช่วงอายุที่มักพบว่ามีอาการครั้งแรก คือ ช่วง 18-24 ปี และการเจ็บป่วยครั้งแรกมักสัมพันธ์กับเหตุการณ์ตึงเครียดในชีวิตเป็นตัว กระตุ้น เช่น คนในครอบครัวหรือคนที่รักเสียชีวิต ผิดหวังจากความรัก การเรียน การงาน เป็นต้น

การดูแลรักษาคนไข้ไบโพลาร์

ปัจจุบันมียาอยู่หลายชนิด ที่มีประสิทธิภาพในการรักษา ยากลุ่มนี้ไม่ใช่ยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับ ไม่ทำให้ติดยาเมื่อใช้ในระยะยาว แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ จึงจะเห็นผล ซึ่งโดยทั่วไป เมื่อเริ่มรักษา แพทย์มักสามารถควบคุมอาการของผู้ป่วยได้ในเวลาประมาณ 1 เดือน และผู้ป่วยมักมีอาการเป็นปกติในเวลาประมาณ 2 เดือน หลังจากนั้นแพทย์จะให้ยาควบคุมอาการต่อไปอีกประมาณ 6-12 เดือน แล้วค่อยพิจารณาหยุดยา

โรคไบโพลาร์เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายสนิทได้ คือหายกลับไปทำงานเป็นคนเดิมได้ แต่อาจไม่หายขาด วันดีคืนดีอาจกลับมามีอาการอีก ในรายที่มีอาการป่วยมาหลายครั้ง หรือค่อนข้างถี่ แต่ละครั้งอาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกลับมาอีก

ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการกลับมาใม่ ที่พบบ่อยคือภาวะเครียดมาก การอดนอน และการขาดยา ดังนั้น ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวให้เหมาะสม คือ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพทั่วไป เช่น ออกกำลังกาย มีกิจกรรมคลายเครียด หลีกเลี่ยงสุรายาเสพติด กินยาตามแพทย์สั่ง

ใน ส่วนของญาติก็จำเป็นต้องช่วยเหลือดูแล อาทิ เช่น ทำความเข้าใจว่าพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้ป่วยเป็นความผิดปกติ เป็นความเจ็บป่วย ไม่ใช่นิสัยไม่ดี ช่วยดูแลให้ผู้ป่วยกินยาตามแพทย์สั่ง สังเกตอารมณ์ของผู้ป่วย เรียนรู้อาการเริ่มแรกของโรค และรีบพาไปพบแพทย์ก่อนมีอาการมากเมื่อผู้ป่วยหายจากอาการผิดปกติแล้ว ช่วยให้กำลังใจในการกลับไปเรียนหรือทำงาน เพื่อใช้ชีงิตให้เป็นปกติ

ข้อมูลโดย…นายแพทย์ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย
โรงพยาบาลมนารมย์ (Health Magazine)

อมตะไม่มีวันตาย วิกรม กรมดิษฐ์ เจ๊งแค่ 6,000 ล้านบาท (แล้วเราจะกลับมา)

ที่จริงเป็นข่าวมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่นึกได้ว่าน่าจะเอามาลงเก็บไว้ในฐานะเคสตัวอย่าง สูงมากเจ็บมาก แต่ถ้ามีวิสัยทัศน์และพื้นฐานที่ดีก็จะฟื้นเร็ว

ผลประโยชน์ เก่งกับเฮงเส้นแบ่งกั้นเพียงบางๆ ความ ‘เก่ง’ ดำรง แต่ความ ‘เฮง’ หลบลี้ วิกฤติหนนี้ครอบครัวกรมดิษฐ์ ‘สูญเสีย’ จน ‘ศูนย์เสีย’

9 26 อมตะไม่มีวันตาย วิกรม กรมดิษฐ์ เจ๊งแค่ 6,000 ล้านบาท (แล้วเราจะกลับมา) | geranun.comดวงจันทร์บนท้องฟ้า บางวันก็แหว่ง..บางวันก็เต็มดวง โชคชะตามิอาจอยู่นิ่งเฉกเช่นธุรกิจมีน้ำขึ้นก็ต้องมีน้ำลง อาณาจักรอมตะ คอร์ปอเรชัน ของเถ้าแก่ใหญ่ วิกรม กรมดิษฐ์ ครั้งหนึ่งเมื่อปี 2549 เคยมีมาร์เก็ตแคปสูงสุดถึง 23,260 ล้านบาท (ที่ราคาสูงสุด 21.80 บาท) กิจการเดียวกันแต่เวลาผ่านไป 3 ปี มาร์เก็ตแคปตกลงมาเหลือ 3,286 ล้านบาท (ที่ราคาต่ำสุด 3.08 บาท) เสียงบ่นและเสียงก่นด่าดังกระหึ่มเต็มสองหูผู้บริหาร

นับตั้งแต่ทหารเข้าทำรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อเดือนกันยายน 2549 เป็นต้นมา ฝันของวิกรม กับอาณาจักรเพื่อความเป็นอมตะของเขาก็เริ่มลุ่มๆ ดอนๆ ด้วยมาเจอวิกฤติเศรษฐกิจโลกซ้ำสองบวกกับปัจจัยการเมืองที่ซ้ำเติมไม่หยุด หย่อน แม้ตัวเขาและน้องๆ จะเชี่ยวในเชิงธุรกิจการนิคมแค่ไหน ก็มิอาจต้านทานไหว

ปี 2548 อมตะทำยอดขายที่ดินอมตะนคร และอมตะซิตี้ 1,479 ไร่ ปี รัฐประหาร 2549 ยอดตกวูบเหลือ 548 ไร่ ก่อนจะกลับมาสร้าง “จุดพีค” ในปี 2550 ที่ตัวเลข 1,716 ไร่ ช่วงนั้นผู้บริหารแสดงความมั่นอกมั่นใจว่า “ยุครุ่งเรือง” กลับคืนมาแล้ว แต่สุดท้ายยอดขายที่ดินก็ไหลรูดมาปิดบัญชีที่ 890 ไร่ ในช่วงสิ้นปี 2551 ทั้งที่ตอนต้นปีเคยตั้งเป้าไว้หรูถึง 1,500 ไร่

ยอดขายที่ดินของอมตะยังเป็นสัดส่วนรายได้ไม่น้อยกว่า 70-80% ของรายได้รวม แต่เทียบเป็นสัดส่วนกำไรไม่ต่ำกว่า 90% ของกำไรสุทธิแต่ละปี กำไรจากบริการสาธารณูปโภค และให้เช่าทรัพย์สินยังเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่ามาก

“อมตะไม่มีวันตายหรอก..แค่ตอนนี้แทบจะอาเจียนเท่านั้นเอง” วิกรม กรมดิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน บอกกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ถึงอาการพะอืดพะอมทางธุรกิจ

เจ้าของหนังสือเบสเซลส์เลอร์ “ผมจะเป็นคนดี” ยอมรับว่า เดินเกมธุรกิจผิดพลาด จนทำให้อมตะมี “หนี้สิน” เยอะเกินไป (ณ 31 ธ.ค.2551 มีหนี้สินรวม 6,774 ล้านบาท เทียบกับปี 2550 จำนวน 4,807 ล้านบาท) เพราะไปทุ่มซื้อที่ดินไว้กว่า 10,000 ไร่ ช่วงสองปีที่ผ่านมาคิดว่าเศรษฐกิจจะดี แต่ผิดคาดไม่เป็นอย่างที่คิด..ตั้งแต่ต้นปี 2552 ที่ผ่านมา แทบไม่เชื่อตัวเองว่าอมตะยังขายที่ดินไม่ออกเลยแม้แต่ไร่เดียว

1 367 อมตะไม่มีวันตาย วิกรม กรมดิษฐ์ เจ๊งแค่ 6,000 ล้านบาท (แล้วเราจะกลับมา) | geranun.comความจริงจากปาก “หมายเลขหนึ่ง” ในวงการนิคมอุตสาหกรรม ก็คือ “ตอนนี้ผมจนมาก หุ้น AMATA ที่ผมถืออยู่มูลค่าหายไปตั้ง 6,000 กว่าล้านบาทแล้วมั้ง!”

เถ้าแก่อมตะ เล่าต่อถึงสาเหตุที่เข้าเก็บหุ้น AMATA มาตลอดช่วงปี 2549-2551 จำนวน 25 ล้านหุ้น ที่ต้นทุนเฉลี่ย 16.79 บาท ใช้เงินไปถึง 420 ล้านบาท ในฐานะ “เจ้าของ” และคลุกคลีกับนักธุรกิจระดับโลกมานาน ถึงได้เห็นอนาคตที่กำลังจะสดใสของอมตะ โดยเม็ดเงินส่วนหนึ่งที่นำมาลงทุนมาจาก “เงินปันผล” ปีละประมาณ 100 ล้านบาท

“หุ้น AMATA เป็นหุ้นบลูชิพมาตลอด เพิ่งจะมาเสียศูนย์เอาเมื่อปีที่แล้ว (2551) นี่เอง” วิกรม รับสารภาพ ส่วนสาเหตุที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงแรง เจ้าตัว อธิบายว่า หุ้นตัวนี้ “ฝรั่ง” ชอบเข้ามาเล่น เคยมีสัดส่วนการถือหุ้นสูงสุดถึง 55% พอปลายปี 2551 เกิดวิกฤติการเงินโลก กองทุนต่างชาติก็กระหน่ำขายหุ้นออกมาเอาเงินกลับบ้าน

เจ้าของหุ้น ถึงกับเอ่ยบอกว่า หุ้น AMATA ตอนนี้ “ราคาถูกมาก” ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี 4.58 บาทเสียอีก แต่ไม่มีใครกล้ามาเล่นหรอกในภาวะที่เศรษฐกิจโลก (และการเมือง) ป่วยหนักแบบนี้

ซีอีโอระดับโลกก็ใช่ว่าจะ “ทำเงิน” จากสิ่งที่ตัวเอง “คิด” เสมอไป หุ้น AMATA ไม่ใช่ครั้งแรกที่ วิกรม เลือกจังหวะเข้าลงทุนในตลาดหุ้นผิดพลาด เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว เขาเคยเข้าไปลงทุนหุ้นเหมราชพัฒนาที่ดิน (ของสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง) โดยมีตรรกะในการคิดว่า เป็นบริษัทนิคมอุตสาหกรรมระดับเดียวกับอมตะ แต่ราคา “ถูก” กว่ามาก

“ผมซื้อหุ้น HEMRAJ ไป 600 ล้านบาท รอมา 4 ปีมันก็ไม่ขึ้นซักที เลยจำใจต้องขายขาดทุนไปที่ราคา 0.50 บาท ขาดทุนไป 400 กว่าล้านเอง” บทเรียนครั้งนี้จิ๊บๆ เพราะสำทับด้วยคำว่า “เอง”

ต้นทุนหุ้น AMATA “บาทเดียว” ยังทำให้ขึ้นไปถึง 22 บาทได้ แม้ตกลงมาเหลือ 3-4 บาท สำหรับหัวใจนักธุรกิจระดับเสือเช่นเขาย่อมไม่หวั่นไหว

ซีอีโอผู้เจาะลึกประวัติศาสตร์โลก ยังมองเชิงบวกว่า ธุรกิจมีขึ้นย่อมมีลง วันนี้ลงวันหนึ่งก็ต้องกลับฟื้นขึ้นมาได้แน่ แต่อาจจะนานหน่อย เชื่อว่าภาพความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนจะได้เห็นหลังกลางปี 2552 เป็นต้นไป และจะกระทบถึงประเทศไทยสิ้นปีนี้

“ตอนนี้ต้องหวังว่ากลุ่ม G20 จะไม่กีดกันการค้าจากประเทศกำลังพัฒนามากนัก ถ้าเขางดการนำเข้าประเทศไทยที่พึ่งพาการส่งออก 70% ของจีดีพีรับรองอ่วมแน่นอน”

แม้ว่าอมตะปีนี้จะไม่เติบโต แต่ วิกรม มองไกลถึงกาลข้างหน้าไว้แล้ว โดยเตรียมที่จะลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่อีก 3 แห่ง ที่อมตะนคร 1 แห่ง และอมตะซิตี้ 2 แห่ง กำลังการผลิตรวม 400 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2557 นอกจากนี้ ยังเตรียมสร้างโรงงานผลิตน้ำสะอาดเพิ่มเติมอีกไว้เป็นรายได้ระยะยาวในอนาคต

นอกจากนี้ ยังวางแผนที่จะทำให้อมตะเป็นเมืองแห่ง “วิทยาศาสตร์” พร้อมกับเป็นเมือง “มหาวิทยาลัย” เพราะมองว่าตอนนี้อมตะมี 700 โรงงานที่อยู่ในภาคการผลิตซึ่งจำเป็นต้องมีการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยได้ไปติดต่อกับสถาบันวิจัยในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ไว้แล้ว

“ผมยังเชื่อว่าอมตะไม่มีวันตาย เหมือนกับชื่อบริษัทนี่แหละ” มาถึงตรงนี้ วิกรม ยังย้ำคำเดิม

new magazine 16 อมตะไม่มีวันตาย วิกรม กรมดิษฐ์ เจ๊งแค่ 6,000 ล้านบาท (แล้วเราจะกลับมา) | geranun.comส่วนเป้าหมายสำคัญที่จะต้องทำให้สำเร็จควบคู่กันไป ก็คือ “โครงการอมตะคาสเซิล” (เป็นหนึ่งในโครงการของมูลนิธิอมตะ ตั้งใจจะให้เป็นที่แสดงงานทางด้านศิลปวัฒนธรรมแห่งภาคพื้นสุวรรณภูมิ เป็นโครงการระยะยาวคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2558) ตั้งอยู่ในบริเวณสนามกอล์ฟอมตะ แต่อาจจะต้องล่าช้าไปกว่ากำหนด เพราะ “เจ๊งหุ้น” ไปเยอะ ตอนนี้ใช้เงินสร้างไปแล้ว 1,000 ล้านบาท ใช้ปูนไปแล้ว 25,000 คิว เหล็กอีก 5,000 ตัน

“ผมลำบากใจอยู่เนี่ย! บิลเรียกเก็บเงินกองเต็มโต๊ะไปหมด ยังดีที่เจ้าหนี้บอกว่าสร้างก่อนแล้วค่อยจ่ายก็ได้ เบาแรงไปเยอะ”

เจ้าตัว ยืนยันว่า จะไม่ทอดทิ้งโปรเจคนี้แน่นอน โดยจะนำเงินปันผลจากหุ้น AMATA รอบนี้นำมาใช้เป็นทุนในการก่อสร้างต่อไปเพราะต้องการสร้างไว้เป็น “ศิลปะแห่งสุวรรณภูมิ” (ไทย พม่า ลาว กัมพูชา) สืบทอดต่อให้คนรุ่นหลัง ส่วนด้านการใช้งานเมื่อสร้างเสร็จจะมีห้องบอลลูมขนาดใหญ่จุคนได้ 600 คน

สำหรับทิศทางอนาคตอมตะ ในมุมมอง วิบูลย์ กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน น้องชายที่ถูก “อาเฮีย” ทั้งกด-ทั้งดัน-ทั้งบี้ กล่าวอย่างหนักแน่นผ่าน กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า ไม่ว่าจะเจอเรื่องร้ายและหนักหน่วงขนาดไหน ขอสัญญาจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ “อมตะ” เหลือเพียงแค่ “ชื่อ” ตราบใดที่ผู้บริหาร (กลุ่มกรมดิษฐ์) ยังอยู่ เราจะ Never Die ไม่เชื่อรอดูได้เลย

“ถ้าจะบอกว่า แสงปลายอุโมงค์ยังมีให้เห็น คุณอาจไม่เชื่อ เพราะบางคนบอกอมตะกำลังเข้าสู่ภาวะยากลำบากของธุรกิจ เนื่องจากตลอด 3 ปีที่ผ่านมา (2549-2551) เราโดนการเมืองและเศรษฐกิจโลกทำร้าย แต่คุณอย่าลืมนะ เมื่อใดที่ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ธุรกิจของเราซึ่งเป็น “ธุรกิจต้นน้ำ” จะกลับมา “รุ่งเรือง” ก่อนใครเพื่อน”

ถึงกระนั้น วิบูลย์ ก็ไม่ยืนยันว่าอมตะจะกลับมาเป็นปกติดีเหมือนเดิมได้เมื่อไร เขาจนใจที่จะตอบ เพียงบอกว่า ตัวเองมี “สัญญาใจ” กับกลุ่มลูกค้ารายใหญ่อยู่ 3-4 ราย ที่จับมือกันแล้วว่าเมื่อสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลาย จะกลับมาซื้อที่ดินตามที่เคยตกลงกันไว้ตั้งแต่ปี 2551 พร้อมทั้งหวังลึกๆ ว่า เม็ดเงินอัดฉีดจากรัฐบาลทั่วโลกจะเข้าสู่ระบบในช่วงครึ่งหลังปี 2552 สภาพคล่องที่ฝืดเคืองคงกลับมาดีขึ้น

เมื่อถามว่าอมตะวางทางออกธุรกิจอย่างไร เขา ตอบตรงๆ ว่า ตอนนี้ยังมองภาพไม่ออก ฟ้ายัง “มืด” แถม “ฝุ่น” ยังตลบเต็มไปหมด ตอนนี้พูดอะไรไปมันคงเหมือนคน “ยกเมฆ” ขอให้ฝุ่นจางอีก 6-9 เดือน ภาพต่างๆ น่าจะเริ่มกระจ่างชัดขึ้น

ทางเดียวตอนนี้ คือการประคองตัว ค่าใช้จ่ายอะไรไม่สำคัญเรา “หั่น” ทิ้งหมด งบก่อสร้างเดิมใช้ปีละ 1,000 ล้านบาท ลดเหลือ 100-200 ล้านบาท มีนโยบายใช้ของที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด และสิ่งที่ต้องรักษาตอนนี้ก็คือ “เครดิต” พูดแล้วอย่าคืนคำยังไงก็เชื่อว่าลูกค้าไม่ทิ้งเราแน่นอน ซึ่งแนวทางทั้งหมดที่เล่าให้ฟังต้องยกความดีให้คุณวิกรม เพราะเขาคือเจ้าของไอเดียนี้

“ผมยอมรับเรื่องเศรษฐกิจโลกถดถอยได้นะ ทุกคนก็ทุกข์เหมือนๆ กันหมด แต่รับเรื่องประท้วงแบบไม่มีกฎกติกาไม่ได้ ถ้าเมืองไทยยังสาดโคลนใส่กันแบบนี้ธุรกิจต้นน้ำอย่างเราต้องเหนื่อยไปอีก นาน”

นอกจากนี้ วิบูลย์ ยังขอระบายว่า น้อยใจนักลงทุนช่วงที่ดีไม่เห็นมีใครมาชื่นชม พอบริษัทลำบากมีแต่คนตั้งคำถามสารพัด เช่น ทำไม! ไม่ทำงาน “เซอร์วิส” (หาเงิน) ให้มากขึ้น อยากถามกลับหน่อยถ้ามันขายที่ดินไม่ได้แล้วจะขายระบบสาธารณูปโภคให้กับใคร

“ถามว่าปี 2552 เราจะมีข้าวกินหรือไม่..ผมตอบเลย เรายังพอมี “บุญเก่า” ให้เก็บกินไปพลางๆ รายได้มาจากบริษัทในเครือ เช่น อมตะ วอเตอร์ ขายน้ำในนิคม อมตะ เพาเวอร์ ขายกระแสไฟฟ้าและไอน้ำ และอมตะ-ซัมมิท เรดดี้ บิลท์ ที่สร้างโรงงานสำเร็จรูปขายและให้เช่า เป็นต้น”

แต่ถ้า “โชคดี” ลูกค้าขนาดกลาง 5-6 ราย ที่เคยเจรจาขายที่ดินกันมาไม่ต่ำกว่า 5 รอบ จำนวน 50 ไร่ อาจได้ข้อสรุปภายใน 6 เดือนข้างหน้านี้ และในปีนี้ จะพยายามขายที่ดินติดถนนให้มากที่สุด นอกจากนี้ ยังมีการลดราคาค่าเช่าโรงงานให้ลูกค้า 3-10% อาจทำให้มีคนสนใจเช่าโรงงานมากขึ้น

“ผมและคุณวิกรมอยากฝากบอกนักลงทุนว่า อมตะไม่คิดจะเดินนอกกรอบ (ที่เชี่ยวชาญ) อย่างเด็ดขาด เพราะมันเป็นเรื่องอันตรายมากๆ เราถือคติว่า “รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว” แต่หากวันไหนสนใจทำธุรกิจที่ไม่ถนัด เราจะหาคนมาทำแทนเหมือนที่ไปทำธุรกิจโรงไฟฟ้า เราถือหุ้นเพียง 13.77% เท่านั้น แม้จะรับกำไรน้อยแต่ก็ยังดีกว่าทุ่มทั้งตัว..เราตัวใหญ่ (มีชื่อเสียง) เวลาล้มมันดังนะคุณ”

น้องชายเถ้าแก่วิกรม บอกว่า ที่เล่าให้ฟังไม่ได้มีนัยอะไรหรือมีเจตนาจะสร้างราคาหุ้น แต่อยากบอกนักลงทุนว่าในขณะที่ทางเดิน “มืดมน” มันก็ยังพอมี “แสงสว่างรำไร” อยู่บ้าง หากเศรษฐกิจถดถอยยาว 2-3 ปี เป้าหมาย 1,000 โรงงาน ภายในปี 2554 คงไม่เกิดขึ้น จากปัจจุบันมีโรงงานอยู่ในมือราวๆ 600 โรง

วิบูลย์ ทำนายว่า สถานการณ์เลวร้ายอาจพลิกผันกลับมาเร็วกว่าที่คาดภายใน 1 ปีครึ่ง เพราะรัฐบาลทั่วโลกพยายามอัดฉีดเงินเข้าระบบจำนวนมาก มนุษย์เมื่อมีเงินก็ต้องใช้..ถูกมั้ย!! (เงินก็ต้องหมุน) ทุกอย่างเป็นสัจธรรมเปรียบได้กับอมตะที่ต้องมีวันขึ้น-ลงเช่นกัน

“ถ้าวันหนึ่งเรื่องร้ายๆ ผ่านไปแล้ว เราก็มีโอกาสจะกลับมาเหมือนเดิม วันนี้เรายังเหลือที่ดินไว้ขายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร 6,000-7,000 ไร่ และอมตะซิตี้อีก 4,500 ไร่”

เขากล่าวปิดท้ายว่า อมตะเคยผ่านวิกฤติเลวร้ายมาแล้วถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกตอน “สงครามอ่าวเปอร์เซีย” และ “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ช่วงนั้นขายที่ดินไม่ได้แม้แต่แปลงเดียว แต่สุดท้ายก็ผ่านมันมาได้ ฉะนั้นรอบนี้อมตะรู้วิธีบรรเทาทุกข์และมีความหวัง

เช่นเดียวกับฝันของชายที่ชื่อ วิกรม กรมดิษฐ์ ยังไม่จบฉันใด…อมตะก็ยังไม่สุดทางฝัน !!!

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

อลันเบทปั่นจักรยานรอบโลกทำลายสถิติโลกถวายในหลวงสำเร็จ

วันนี้วันที่ 4 สค.เวลาบ่ายสามครับ อลัน เบท จะปั่นจักรยานรอบโลกถวายในหลวงสำเร็จครับ ผมหวังว่าสักวันนึงคนที่ปั่นจักรยานรอบโลกถวายในหลวงจะเป็นคนไทยสักคน..

กำลังจะแวะไปที่ประตูวิเศษไชยศรีครับ ทริปปั่นจักรยานรอบโลกทำลายสถิติโลกเดิม ของ อลันเบท จะจบลงแล้ว และผมหวังว่าสักวันจะมีนักปั่นไทยทำแบบนี้ได้บ้าง..

วันเริ่มปั่น วันที่ 31 มีนาคม 2553
วันสิ้นสุด วันที่ 4 สิงหาคม 2553

33521 424732339667 208428464667 4575845 3365924 n อลันเบทปั่นจักรยานรอบโลกทำลายสถิติโลกถวายในหลวงสำเร็จ | geranun.com

ปิดท้าย วันที่ 8 สิงหาคม อลันจะปั่นไปถวายพระพรที่ รพ. ศิริราช ครับ

http://www.youtube.com/user/Alanbate100
http://www.worldcyclingrecord.com/

ขอบคุณ สิงห์ และ B ing สำหรับกิจกรรมดีดีแบบนี้ สุดยอดมาก

GERANUN.COM is Digg proof thanks to caching by WP Super Cache