Tag-Archive for » ธรรมะ «
เทปสัมภาษณ์ที่อยากให้คุณฟัง ท่าน ว.วชิรเมธีกับวู๊ดดี้
เป็นเทปที่ละเอียดอ่อนที่ คุณวู๊ดดี้ตั้งคำถามล่อแหลมเกี่ยวกับสุขกามารมณ์
(แต่ถ้าไม่ใช่คุณวู้ดดี้ก็ยากนะที่จะมีพิธีกรคนไหนกล้ายิงคำถาม ที่หลายคนแอบคิดแบบนี้)
แต่ท่าน ว.วชิระเมธี ตอบได้อย่างละเอียดกระจ่างใสในทางธรรมอย่างหมดจด
จนอยากให้ได้เพื่อนๆที่สนใจธรรมะและพลาดโอกาสได้ฟัง ได้ดูสักครั้ง
ขอเป็นหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่ครับ
เครดิต คนภูธรGO ONนครบาล
ยูทูป และถอดข้อความโดยคุณ Edna Mode
และกระทู้จากพันทิปครับ
{{{ ถอดเทปเป็นตัวอักษร }}}
วู้ดดี้ : ท่านเป็นเพศชายแน่นอน ท่านเข้ามาอยู่ในโลกของธรรมะเนี่ย…ท่านสามารถระงับอารมณ์
ทางเพศได้ยังไง?
ว. : เรื่องแบบนี้นี่มันอยู่ที่เราจะไปให้ความสำคัญกับมันมากหรือน้อย คนทุกคนนี่มีนะ อารมณ์ทุก
อย่างที่มีในปุถุชนก็มีในพระเหมือนกันทั้งหมด แต่พระเราจะถูกสอนให้เรียนรู้ที่จะไม่ต่อยอดกับสิ่ง
เหล่านี้
วู้ดดี้ : แสดงว่าเวลาเกิดกำหนัดเราแค่ไม่ต่อยอด…จบ
ว. : เราก็เดินหนี แค่นั้นเอง กามารมณ์เกิดจากความคิด
วู้ดดี้ : งั้นเวลาสมมติว่าท่านท่องเน็ต แล้วมันดันเผอิญไปคลิกผิด…เอาอย่างนี้ดีกว่า แล้วมันมีไซท์
โป๊ขึ้นมา เคยมีมั้ยฮะ?
ว. : มันยากมาก เพราะอาตมาไม่ไปท่องเว็บที่มันไร้สาระแบบนั้นอยู่แล้ว ใช่ไหมล่ะ แต่ถ้ามันเข้ามา
ก็ไม่เป็นปัญหาถ้าเราไม่ต่อยอด พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ชัดหลังตรัสรู้แล้วนี่นะ ว่ากามารมณ์ก็คือ
ความคิด ถ้าคุณไม่คิด ความรู้สึกในเชิงกามารมณ์ไม่เคยมีตัวตน
วู้ดดี้ : มนุษย์เราต้องมีเพศสัมพันธ์ ถูกมั้ยฮะ? มันก็ต้องยอมรับว่ามันคือความสุขทางโลก ถ้าไม่มี
เพศสัมพันธ์ก็จะไม่มีเราทุกวันนี้ ถูกไหมครับพระอาจารย์? เราจะอธิบายได้อย่างไร เราจะแยกแยะได้
อย่างไร ไม่งั้นโลกทั้งโลกใบนี้ผู้ชายทุกคนก็ควรจะต้องเป็นพระสิ ถูกไหมครับ?
ว. : ไม่มีใครพูดอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็ไม่พูดอย่างนั้น เรามักจะคิดว่าความสุขที่เข้มข้นที่สุดถึงอก
ถึงใจที่สุดคือความสุขเชิงกามารมณ์ ใช่ไหม? หยิบจับสัมผัสได้ แต่คุณลืมไปว่าความสุขมันเป็นขั้นบันไดนะ
แต่มนุษย์นี่มาติดอยู่บันไดขั้นแรกคือความสุขจากกามารมณ์
แล้วก็คิดว่าถึงที่สุดแล้ว โอ้โฮหลวงพ่อไม่เท่าชั้นหรอกน่าาาา…(วู้ดดี้หัวเราะ) ไอ้พวกนี้มันอยู่ใน
มูตรในคูถแล้วมันก็คิดว่ามันมีความสุขที่สุดน่ะ เออ…แล้วมันไปสงสารคนอื่นที่ไม่มีความสุขเหมือน
ตัวเอง (ใช่ครับ) คิดว่าความสุขจากกามารมณ์เป็นความสุขที่วิเศษที่สุด หลวงพ่อหลวงพี่ทั้งหลายไม่
มีโอกาส สู้พวกเราไม่ได้
วู้ดดี้ : เพราะเราถึงจุดสุดยอด แต่พระไม่ถึง
ว. : ใช่ เราลืมไปว่าสุขสุดยอดนี่นะ ไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องเกิดจากกามารมณ์เท่านั้น มันอาจ
จะเป็น spiritual orgasm (สุขสุดยอดทางจิตวิญญาณ)
วู้ดดี้ : เอ้ออออ…มันมีออร์แก๊สซั่มหลายแบบเนอะพระอาจารย์
ว. : ใช่…ทำไมคุณไปคิดว่ามันมีแค่นั้นล่ะ
วู้ดดี้ : งั้นความสุขในทางโลกของเราเนี่ย จริงๆ แล้วในหลักพุทธศาสนามันไม่ใช่อย่างนั้นเลยใช่มั้ย?
ว. : คือความสุขที่มนุษย์บอกว่าสุขถึงที่สุดและก็ทุกข์ถึงที่สุด ก็เพราะความสุขชนิดนี้นี่นะ
คือสุขเพราะกามารมณ์นี่ พระอาจารย์อยากจะบอกว่ามันเป็นแค่ความสุขขั้นต่ำที่สุด จุดสุดยอด
ในวงการพุทธศาสนาคือการเป็นพระอรหันต์ การบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเหมือนที่พระพุทธ
เจ้าบรรลุ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปถึงที่สุดทุกข์ เราบรรลุมรรคผลนิพพาน เราวิวัฒนาการถึงจุดสูงสุดแห่ง
ความเป็นมนุษย์และเรามีความสุขตลอดกาล
ยังมีขั้นที่สองนะ ปัญญาสุข สุขจากการแสวงหาปัญญา
ขั้นที่สาม สมาธิสุข สุขจากการที่หลับตานั่งนิ่งๆ ตามดูลมหายใจ พอจิตสงบร่างกายก็สดชื่นเบิก
บานหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมานะ เท่านั้นแหละวู้ดดี้จะรู้สึกว่ามันชุ่มเย็นมันเบิก
บานไปทั้งเนื้อทั้งตัว
พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า เวลาสารแห่งความสุขมันหลั่งออกมานะ ไม่มีที่ไหนตั้งแต่หัวจรด
เท้าที่รังสีแห่งความสุขแผ่ไปไม่ถึง นี่เรียกว่าสมาธิสุขนะ วันหลังลองนั่งสมาธินานๆ นะ ซักครั้งละ
ครึ่งชั่วโมงนะ แล้ววู้ดดี้จะเห็นว่าสุขจากกามารมณ์ที่ตัวเองเคยผ่านพบนะมันเป็นแค่อะไรที่เล็กที่สุด ต่ำ
ต้อยที่สุด แล้วเธอจะหันไปมองความสุขชนิดนั้นเหมือนกับคนที่ถ่มน้ำลายทิ้งแล้วไม่เสียดายเลย แล้ว
คุณจะรู้ว่าคุณมันหลงอยู่ตรงนั้นซะตั้งนาน สุขสูงกว่านั้นก็มีอยู่ทำไมไม่มอง ไม่เพียงแต่ไม่มองบางครั้ง
มันดูถูกด้วยนะ เห็นมั้ย นี่ก็แค่ขั้นที่สามนะ สมาธิสุขนี่นะ สุขจนน้ำหูน้ำตาไหลนี่แค่ขั้นที่สาม
สุขที่สี่ สุขที่สุดท้ายปลายทางชีวิตมนุษย์ทุกคนควรไปให้ถึง นิพพานสุข เป็นความสุขที่เราเป็นอิสระจากกิเลสอย่างสิ้นเชิง
—————————————————————————————-
ด้วยความคารวะอย่างสูงต่อท่าน ว.วชิระเมธี ครับ
ลด ละ กิเลสตัวเองง่ายๆ
บันทึกส่วนตัวกับาการบ้านปฏิบัติธรรม ณ วันก่อนวันออกพรรษา 4 ตค.2552
ดูอาการของกิเลสของตนเอง ตั้งแต่เริ่มจนจบบ่อยๆตามจริง
หลักๆก็คือ ดูอย่างมีสติ
ดูตามจริงว่าตนมีกิเลสอะไรบ้างในแต่ละวัน แต่ละวินาที
เราต้องรู้จักอาการของกิเลสของตนให้ชัดก่อน
ถ้าเราดูกิเลสที่เคลื่อนไหวไปตามสิ่งเร้าต่างๆในชีวิตอย่างมีสติ
เราก็จะเห็นกิเลสของตนเอง
เราดูไปเรื่อยๆ
เห็นอาการที่แสดงออกของกิเลสของตน
รัก ชอบ โกรธ หลง โมหะ อยากได้ พอใจอะไรก็เห็นไปตามนั้น
ดูโดยไม่ต้องไปฝืนจะแก้ จะห้ามมัน
การดูอาการตามธรรมชาติของตนที่แสดงกิเลสให้ชัด เห็นชัด
ก็เกิดตัวรู้ เกิดความเท่าทันกิเลส มันก็จะสงบระงับลงเพราะสติทันกิเลส
ยิ่งมีสติ จิตดูทันอาการของจิตที่แสดงกิเลสทุกขณะเวลาได้
ก็จะเริ่มละ ลด แรงของกิเลสนั้นได้
เมื่อทันมากเราจะรู้ว่า
ณ เวลานี้อาการของกิเลสเดิมของเรา
ส่วนไหนเพลาลง ส่วนไหนลดลง หรือส่วนไหนละได้เท่าใด
เรียกว่า จิตดู สติรู้
จิตดู สติรู้ ได้แค่ไหน
ก็อยู่ที่การปฏิบัติสมาธิ
รู้ตัวเองว่าปฏิบัติด้วยความเข้าใจทางปัญญาได้แค่ไหน
ขณะเดียวกันก็ควรมีศีลให้ใจผ่องแผ้ว เบิกบาน และมีศรัทธาในการปฏิบัติ
ศีลที่บริบูรณ์เพราะพยายามรักษษในกรอบ
กับศีลที่บริบูรณ์โดยเนื้อธรรมชาติ ด้วยเห็นโทษ เห็นทุกข์ของผู้ไม่อยู่ในศีล
ก็ยังมีเนื้อต่างกัน
ศรัทธาโดยตามๆเขาไป เขาว่า เราทำ เราเชื่อก็แบบหนึ่ง
ศรัทธาโดยจิตเต็มเปี่ยมเห็นซึ้งถึงที่พึ่ง ว่าพึ่งได้จริง เป็นศรัทธาในเขตบุญพุทธศาสนาก็อย่างหนึ่ง
ยิ่งหากศรัทธาโดยปราศจากวิกิจฉา ความลังเลสงสัยอีก
เพราะปฏิบัติเกิดตัวรู้ เห็นทางรำไรที่จะพ้นทุกข์ พ้นเกิดแก่เจ็บตายได้จริงก็แบบหนึ่ง
ยิ่งปฏิบิต ยิ่งสอบทานตัวเอง ยิ่งเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ
อวิชชา มายาคติ สัญญา นิวรณ์ต่างๆ อาการของกิเลสต่างๆในตัวเราที่แสดงออก
ก็จะมีผลต่อเราต่างออกไปจากเดิม























