Tag-Archive for » เรียลลิตี้ «

เกมกลยุทธ์ ปี 2 ตอน ๑ | อ่านโจทย์ให้ออกก่อนจะเริ่มทำอะไร

วนมาครบรอบอีกปีนะครับมีหลายคนบ่นขอให้เขียนถึงสักหน่อย
เพราะอย่างน้อยก็ทำให้ได้ดูกันสนุกขึ้น และมีรายละเอียดมุมมองเพิ่มเติม
ผมก็จะเขียนเล่าแบบเบาๆ ในมุมส่วนตัวแล้วกันนะครับ

ปีนี้ภารกิจแรก สำหรับนักการตลาดหน้าใหม่ไฟแรงที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนทั้ง 12 คน
แทบจะเรียกได้ว่า นี่คือ การสอนมวยในสายการตลาดก็ว่าได้ เพราะโจทย์นี้เป็นแก่นสำคัญในการเริ่มต้นงานการตลาดทุกชิ้น
การที่ กรรมการให้โจทย์นี้ จึงเรียกได้ว่ามองภาพรวมของผู้เข้าแข่งขันและรู้ว่าควรจะให้โจทย์สำคัญอย่างไร
แม้จะน่าเสียดายว่าเทปนี้ พวกเขาจะตอบโจทย์ได้ไม่ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น แต่ผมก็เชื่อว่าถ้าหากนำมาเป็นเคสการเรียนรู้
ก็จะเป็นประสบการณ์ที่สำคัญยิ่งสำหรับผู้เข้าแข่งขันทั้ง 12 คน
รวมถึงหลายๆคนที่กำลังศึกษาการตลาดทีเดียวครับ

ตัวโจทย์หลักเทปนี้  ก็คือ
การที่ทุกคน โดยเฉพาะหัวหน้าทีม ควรจะประเมินภาพรวมของโจทย์ให้ออกก่อน
ถ้ามองภาพรวมได้ ก็จะเห็นว่าควรจะวางกลยุทธอย่างไร
ก่อนที่จะวางกลยุทธก็จะต้องประเมินศักยภาพของทีมที่มีจุดแข็งจุดอ่อน

แกนสำคัญ คือ เราทุกคนควรจะรู้ถึงจุดยืนของภารกิจที่ตนเองกำลังจะทำ

คนเราถ้าไม่รู้จุดยืนตัวเองเลย จะทำอะไรมันก็จะทำไปทั้งๆที่ไม่รู้ (แต่คิดว่ารู้)
เราจึงต้องอ่านโจทย์ให้ออกก่อนว่าเราอยู่ในสถานะอะไร และพื้นที่ที่เรากำลังเข้าไปทำภารกิจเป็นอย่างไร
ก่อนที่เราจะกำหนดว่าในสภาพจุดยืนที่ยืนตรงนี้ เราจะทำอะไรที่ตอบโจทย์โดยตรง (ไม่ใช่ที่คิดเอาเองว่าจะทำ)

ก่อนที่เราจะกำหนดว่าโจทย์ที่ว่านั้น เราจะเลือกใช้กลยุทธอะไร ก่อนที่เราจะประเมินศักยภาพกำลังของทีม
รวมไปถึงวางงาน แบ่งหน้าที่ ใช้ความสามารถของบุคคลากรเพื่อให้ทีมเกิดประสิทธิภาพในการตอบโจทย์มากที่สุด
เราต้องรู้ว่าเรากำลังตอบโจทย์หลักของภารกิจแล้วหรือยัง

นี่คือสิ่งที่น่าเรียนรู้อย่างยิ่งจากภารกิจนี้

ภารกิจนี้ แค่ถามถึง ทักษะพื้นฐานของนักการตลาด ในการมองภาพรวมของภารกิจ Strategy Process
มองอย่างไรให้รู้จักจุดยืน เห็นสถานะตัวเอง เห็นสภาพรวมที่แท้จริง
แล้วก็ควรมองต่อ โดยข้ามชอตให้ออกว่าควรจะต้องทำอะไร เพราะอะไร
จึงจะมาตั้งทิศทางและวางกลยุทธที่ชัดเจนถูกต้อง

และแน่นอนอย่างน้อยภารกิจนี้ ก็เป็นบทเรียนที่ดี ควรค่าแก่การเติมและจดจำในประสบการณ์ครับ
คนเราตั้งเข็มผิด เริ่มประเด็นผิดมันก็ผิดทั้งกระบวนการ แม้ว่าในกิจกรรมนั้นๆมีหลายอย่างที่น่าสนใจ
รวมถึงการคิด การแก้ไขปัญหา และทางเลือกหลายๆจุด แต่เมื่อยังไม่เข้าใจว่ากำลังจะทำอะไรเพื่อตอบโจทย์
มันก็เลยเปะปะ แถมถลำตัวไปคนละทาง ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งเป๋

แต่ก็อย่างที่เข้าใจเพราะปีนี้ ทางรายการเน้น คนการตลาดรุ่นใหม่ ไฟแรง
ให้ความสด และให้โจทย์ในการเรียนรู้การตลาดที่คนดูเข้าใจ และติดตามได้ง่าย
แต่การปรับมาใช้เด็กๆรุ่นใหม่เป็นส่วนมาก ก้มีทั้งผลดีและผลเสียต่อเรียลลิตี้

ผลข้างเคียงที่เห้นได้ชัด คือ ทักษะการตลาดและมุมมองภาพรวมก็จะหลดหลั่นกันลงไป
ประสบการณ์การอ่านโจทย์ และตีโจทย์ให้แตก จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กๆ ที่เพิ่งอยู่ในสายการตลาด
และต้องการเติมประสบการณ์เชิงการตลาดอีกมากในการเติบโต แม้จะมีหลายคนที่ตอบโจทย์ 2-3 ได้ใกล้เคียง
เช่น การลงพื้นที่ขาย การใช้คนที่กว้างขวางในพื้นที่ช่วยกระจายสินค้า และมีสัญญา เป็น SWOT ที่ดี
เพราะมีทั้งกำแพงข้อตกลงที่คู่แข่งเข้ามาเจาะได้ยาก การใช้ไอเดียกิจกรรมเฉพาะอย่างแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งทำบุญผมก็ว่าใช้ได้
ส่วนฝ่ายหญิงก็เห็นถึงความพยายามใรการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ที่น่าสนใจ การเจาะการขายในพื้นที่ก็ทำได้ดี
แต่เมื่อขาด 1 ที่เป็นทิศทางกลยุทธที่อ่านเกมออกไปแล้ว มันก็เลยกลายเป็นการแข่งขันการขายปลีกกันอุตลุด
การทำยอดทำเป้าขายของแข่งกัน โดยไม่สนใจรอบข้าง แม้กระทั่งคู่ค้าที่กรรมเคยบอกให้คำนึงถึงตั้งแต่โจทย์เริ่ม
จึงเป็นเรื่องน่าเสียดาย และพาทั้งสองทีมออกนอกประเด็นของโจทย์ขึ้นไปทุกที

การมุ่งทำเป้าการขาย จนลืมนึกถึงจรรยาบรรณของโจทย์ ทั้งที่กรรมการก็บอกแล้วว่าโอสถสภาคำนึงถึงอยู่เสมอว่า
ต้องคำนึงถึงผลกระทบของคู่ค้าในพื้นที่ และการมุ่งเป้าหมายของทีมฝ่ายเดียว โดยลืมคำนึงถึงผลกระทบโดยรวม
ย่อมหมายถึงทำผิดทิศทางของโจทย์

แต่ขณะเดียวกันเคสนี้ก็ชี้ชัดได้ว่า
กรรมการตัดสินไปตามเนื้อผ้า ไม่มีฝ่ายไหนที่จะได้เปรียบหรือชนะถ้าหากไม่สามารถตอบสนองโจทย์ที่ตั้งได้ถูกต้อง

อาจจะเรียกว่า เคี่ยว โหด แต่นี่ คือระบบการประเมินตัดสิน ที่ไม่ได้ตัดสินที่ความชอบชัง
แต่ตัดสินไปตามเนื้อผ้า จากศักยภาพ วิสัยทัศน์และความสามารถในการตอบสนองโจทย์ในเกม

ซึ่งเป็นรูปแบบที่คนดูอย่างผมพึงใจ เพราะมันดูเข้าท่าเข้าทางกว่าเตี๊ยม หรืออวยให้ผ่านไปกันง่ายๆ
และเป็นจุดแข็งของรายการที่เด่นมากพอที่จะมองข้ามรายละเอียดตกหล่นเล็กๆน้อยๆในการทำรายการ

มีข้อสงสัยเล็กน้อยโดยส่วนตัวว่า ทั้งที่ทั้งสองทีมล้วนแล้วแต่มีเวลาเตรียมตัว
และหลังจากกรรมการให้โจทย์ ทำไมทั้ง 2 ทีมไม่ส่งตัวแทนไปเซอร์เวย์พื้นที่
รวมถึงเชคข้อมูลพื้นฐานในพื้นที่อย่างเช่น สายสัมพันธ์ของคู่ค้าในพื้นที่ ว่าใครเป็นใคร มียอดสั่งซื้อเท่าไหร่
มียอดความเคลื่อนไหวของสินค้าอะไรบ้าง จำนวนเท่าไหร่ต่อสัปดาห์ ต่อเดือน

การเชคข้อมูลพื้นฐานพวกนี้ก่อนเริ่มงาน เป็นการให้ข้อมูลที่มีค่าโดยตรงกับเรา
ในการตัดสินใจว่าจะ”ทำอะไร” เลือกสินค้าอะไร จำนวนเท่าไหร่ และน่าจะใช้กลยุทธอะไร

คิดง่ายๆ..เราควรจะน่าลองเปิดประเด็น การส่งเสริมคู่ค้าเราในพื้นที่ไหม
พอเรามีข้อมูลเหล่านี้ เราสามารถประเมินจุดยืน แล้วยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจให้ในการสร้างเสริมคู่ค้าให้มียอดขายเพิ่มขึ้นได้ไหม
เช่น เราเสนอให้คู่ค้าว่า เรามีกิจกรรมช่วยส่งเสริมการขายให้ในพื้นที่ ของทั้งหมดในภารกิจสามารถแปรสภาพเป็นของในสตอกคู่ค้าได้ไหม
ถ้าชี้ให้เห็นว่าเขาจะได้รับประโยชน์อย่างไรได้จะแจ้ง เห็นผล win-win ทั้งสองฝ่าย เขาจะไม่เอาด้วยหรือ
ในเมื่อของทั้งหมด (ที่เราเชคข้อมูลมาแล้ว) ก็เท่ากับของที่เขาก็สั่งประจำอยู่แล้วจากทางโอสภสภา(กติกาไม่ได้บอกให้ขายปลีกหรือขายส่ง)
การซึมเข้าไปในระบบที่ทำกันอยู่แล้วของวงจรสินค้า และมาปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพ จึงเป็นทางเลือกสายหนึ่งสำหรับโจทย์นี้
และเมื่อคราวนี้มีกระสุนของแถมคือกิจกรรมส่งเสริมการขายให้ในพื้นที่ รวมไปถึงช่วยประชาสัมพันธ์คู่ค้าได้อีกนัด

ในโลกการตลาด พื้นฐานกลยุทธสำคัญอย่างหนึ่ง คือ การให้ความสำคัญในการรักษาลูกค้าที่ดีๆ ไว้ให้เหนียวแน่น
CEM (Customer Experience Management) และ CRM (Customer Relationship Management)
ถ้าเรามองภาพรวมถึงตรงนี้ข้ามชอต จะเห็นว่าเกมนี้ เราสามารถเลือกได้หลายกลุยุทธ เช่นตัวอย่างกลยุทธที่ผมเล่า
นอกจากตอบโจทย์ในสถานะขายสินค้าในฐานะขององค์กรที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่เรามีคู่ค้าในพื้นที่
เรายังช่วยเขาได้รับประโยชน์ไปพร้อมๆกับภารกิจ เป็นต้น
(ที่ว่าเป็นต้น เพราะที่จริง พอเรารู้จุดยืน และแนวทางการจัดการที่ถูกทาง ไอเดียอีกมากมายมันจะหลั่งไหลมาเอง)
ยิ่งมีเวลา 2 วัน แทบจะนั่งคุยประเมินผลกับคู่ค้าที่มีประสบการณ์จริงในพื้นที่ได้เลย

แต่เมื่อการเป็นการแข่งกันขายของไปแล้ว การปรับเปลี่ยนกลยุทธจึงยืนบนการตอบโจทย์ที่ผิดในระยะยาว
ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อองค์กร ทั้งในแง่การสูญเสียเวลา ทุน ฯลฯ แทนที่จะ Direct ไปสู่คำตอบ
(ที่ปกติก็หืดขึ้นคออยู่แล้ว เพราะต้องรบกับคู่แข่งอีกหลายศึก)

ถ้ามองอีกแง่ สำหรับตอน ๑ นี้ มันก็เป็นตัวอย่างสำหรับการเรียนรู้ของคนดูให้เห็นถึงความสำคัญ
ของการอ่านโจทย์ให้ออกก่อนที่จะเริ่มงาน ว่าถ้าไม่อ่านให้เข้าใจแล้วมันเปะปะอย่างไร รวมถึงเป็นบทเรียนสำคัญ
ทั้งที่หลายๆ คนมีความสามารถ ในขณะรับโจทย กรรมการก็มีการพูดถึงไปรอบนึงแล้ว ถ้าหากผู้เล่นตั้งใจฟัง

ปีนี้ผมว่าน่าจะดูง่ายขึ้น เพราะมีช่วงที่ ผศ.รอ.นพ.ดร.สุมาส วงศ์สุนพรัตน์ มาอธิบายโจทย์ให้คนดูฟังด้วยว่ามันหมายถึงอะไร
รวมไปถึงมาสรุปคร่าวๆกันให้ชัดๆเลยว่าโจทย์ที่ตั้งนี่ มองอะไร ประเมินถึงอะไร ก่อนหน้าเกมในภารกิจ ทำให้ดูตามและเห็นภาพมากขึ้น
คนดูก็น่าจะเข้าใจง่ายขึ้น และถ้าหากผู้แข่งขันทุกคนได้กลับมานั่งดูก็คงจะตอบได้ว่าหลงลืมอะไรไป (อย่างไม่น่าลืมอีกเลยในการทำงานอนาคต)
ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากขึ้น แทนที่จะต้องปล่อยให้คนดูเข้าใจเอง และไม่ต้องมีคนมาอธิบายเสริม(อย่างผม)มาก

เกมกลยุทธ์ปีนี้ เราน่าจะได้เห็น ทางกรรมการมาอธิบายโจทย์ รวมถึงประเด็นของโจทย์มากขึ้น ซึ่งข้อนี้ผมว่ารายการทำได้ดีกว่าเดิม
อาจเพราะมีเวลามากขึ้นในแต่ละเทป ซึ่งจะทำให้คนดูได้รับสาระประโยชน์มากกว่าเดิม
การอธิบายโจทย์ รวมถึงจุดสำคัญในการพิจารณามากขึ้นให้คนดูเข้าใจ โดยไม่ต้องรอให้ผู้เข้าแข่งขันตอบได้เสมอไป
ช่วยให้คนดูติดตามรายการอย่างผู้รู้มากขึ้น

สิ่งที่น่าห่วง คือ ระดับของคนกำหนดโจทย์ กับผู้แข่งขันที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ ไฟแรงในการตลาด มีความต่างของระดับประสบการณ์เยอะมาก
การตอบโจทย์ในปีนี้อาจจะแตกต่างไปจากปีที่แล้ว แต่ก็จะได้เห็นแง่มุมที่น่าสนใจของพัฒนาการด้านการตลาดของแต่ละคน

จุดที่น่าติดตาม อีกข้อคือ ปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับทีมงานผลิต
ซึ่งก็เป็นโจทย์สำคัญของทีมงานเช่นกันว่า มองภาพรวมของเกมนี้เป็นอย่างไร
และมองข้ามชอตในการวางกลยุทธของรายการอย่างไร ในการนำเสนอ

การขยับเวลามากขึ้น 1 ชม.ครึ่ง แต่จำนวนตอนที่น้อยลง
การเปลี่ยนช่วงเวลาที่ดึกขึ้นโดยมีแรงเบียดอย่างเกมเรียลลิตี้เด็กๆอย่าง the training ก็เช่นกัน
รวมไปถึงเรทติ้ง และปฏิกริยาตอบรับของคนดูก็เป็นโจทย์สำคัญ (สำหรับช่อง) ในการประเมินทั้งสิ้น
เวลาที่เพิ่มขึ้นทำอย่างไรให้คนดูติดตามสนุก และได้สาระไปพร้อมๆกันนี่ไม่ใช่เรื่องง่าย
เรียกได้ว่ามีปนี้แรงกดดันมากกว่าปี่ก่อนแน่ๆ

เอาใจช่วย และเชียร์ครับ เพราะความที่มีสาระในความสนุก
ถ้าลงตัวแล้วจะกลายเป็นผู้นำในวงการเรียลลิตี้อีกสายหนึ่งที่ยากต่อการเลียนแบบมากๆ

ปล.ปีนี้ เปิดให้เม้นกันในหัวข้อได้เลยนะครับ ใครมีข้อสังเกตที่น่าสนใจอยากเขียนอยากเล่า ผมมีของที่ระลึกให้สำหรับ คห.ที่ถูกใจครับ
เอาย้อนหลังมาให้ดูประกอบ ออกจะยาวหน่อย ถ้ามีเวลาจะตัดช่วงสำคัญๆมาให้ดูกันครับ แต่อยากให้ดูภาพรวมของรายการด้วย

เกมกลยุทธ์ ปี 2 มีอะไรเปลี่ยนไป

ในที่สุดหลังจากการเปิดตัวผู้เล่นมาตั้งแต่เดือน มีนาคม ก็ถึงเวลาออกอากาศแล้วครับ
หลัง The star จบลง ก็ต่อกันต่อเลยกับ เกมกลยุทธ์ ที่ต่างบรรยากาศและอารมณ์กันพอสมควร

รายการเกมกลยุทธ์ ที่วางตัวว่าเป็นเกมเรียลลิตี้ เกี่ยวกับการตลาดก็เดินมาถึงปีที่ 2 แล้วครับ
โดยความสนับสนุนเป็นอย่างดีของสปอนเซอร์หลัก(ตลอดกาล) อย่าง โอสถสภา
และปีนี้พ่วงสิงห์เข้ามาแจมด้วยอีกต่างหาก

จาก เรียลลิตี้น้องใหม่ ตอนนี้เริ่มสู่การเป็นเจ้านึงในวงการเรียลลิตี้ นับว่าเป็นก้าวที่น่าจับตาทีเดียว

ที่น่าสนใจคือ ปีนี้ การคัดเลือกเน้นไปที่กลุ่มอายุที่เด็กขึ้น เป็นหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไฟแรง
คำถามก็คือ ในขณะที่โจทย์การตลาด ผู้กำหนดโจทย์เองยังน่าจะคงระดับมาตรฐานไปไม่น้อยกว่าเดิม
ด้วยวัยวุฒิ และคุณวุฒิของเด็กหนุ่มเด็กสาวที่เพิ่งเริ่มออกตัวในสายการตลาด

เด็กๆที่ผ่านการคัดเลือกในปีนี้ จะสามารถตอบรับ และตอบสนองโจทย์ รวมถึงความเคี่ยว ความหินในการประเมินผล
และความกดดันในการตัดสินของคณะกรรมการในแต่ละเทปได้ขนาดไหน
นอกจากนั้นเชื่อว่าในด้านความรู้สึก อารมณ์ น่าจะเห็นหลุดออกมากันได้มากกว่าปีก่อนๆ ให้รสชาติในการดูมากขึ้น
(ตามที่รู้กันอยู่แล้วว่าเรียลลิตี้นั้น คนดูออกจะจับตาพฤติกรรมผู้เล่นมากกว่ารายการทั่วๆไป)

 เกมกลยุทธ์ ปี 2 มีอะไรเปลี่ยนไป | geranun.com

มองในอีกด้าน การปรับช่วงอายุลงมาอีกหน่อย ส่วนหนึ่ง ที่น่าจะทำให้สีสันสนุกอีกแบบ
และขยายฐานกลุ่มผู้ชมลงไปอีก แต่ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าการตอบรับของผู้ชมจะเป็นไปอย่างไรบ้าง

แต่ในเบื้องต้น เกมกลยุทธเองก็ยังเป็นเรียลลิตี้ตัวแรกที่เน้นในเรื่องของสาระที่ได้รับ ในแง่มุมเคสต่างๆของการตลาด
ซึ่งนอกจากความบันเทิงแล้ว ก็ได้ข้อสังเกต และข้อคิดไปด้วย

นอกจากนั้นแล้วเชื่อกลุ่มฐานคนดูเฉพาะก็เริ่มจะรู้จักเกมนี้มากขึ้น
เพราะเป็นปีที่สองแล้ว ก็น่าจะทำให้อะไรเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น ชำนาญขึ้น
ในขณะเดียวกันคอเรียลลิตี้ก็จะให้โอกาสน้อยลงในแง่มุมของการผลิต และรอวิพากษ์มากขึ้น
เพราะถือว่า ผู้จัดทำมีประสบการณ์มาแล้ว น่าจะทำได้ดี หรือไม่ด้อยกว่าเดิม

โจทย์ที่น่าสนใจก็คือ ถ้าสามารถดึงกระแสการตอบรับคนดูได้ในปีที่ 2
เพราะสปอนเซอร์หนุนหลังอย่างต่อเนื่อง ผู้ผลิตมีประสบการณ์การผลิตมากขึ้น
ถ้าเรทติ้งดี ช่องแฮปปี้ ก็หมายถึงว่าจะฉลุยผ่านสู่ปีที่ 3 ได้อย่างง่ายๆ

แต่จะง่ายอย่างที่คิดหรือไม่ กระแสตอบรับของคนดู
คือคำตัดสินที่ช่องจำเป็นต้องคำนึงถึง

และแน่นอนว่าสำหรับสายเรียลลิตี้เอง เกมนี้ น่าติดตามครับ
สำหรับผม เป็นการเก็บข้อมูลที่มีประโยชน์มากๆ เพราะนอกจากพฤติกรรมผู้เล่น
ที่จะสะท้อนออกมาอย่างเป็นธรรมชาติในเรียลลิตี้

แนวความคิดของกรรมการ การผลิตรายการ
ไปจนถึงพฤติกรรมตอบรับของสายเรียลลิตี้ที่มีต่อรายการ
ก็ล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลที่มีค่า น่าเก็บไว้ศึกษาเช่นกัน

น่าเสียดายที่เราไม่สามารถติดตามรายการนี้ได้ 24 ชม.
ทำให้รสชาติและความสดในการติดตามน้อยลงไปหน่อย
สำหรับคนดูที่มีพฤติกรรมการติดตามผู้เล่นแบบเรียล จนเคยชินแล้ว เป็นเรื่องที่ไม่เต็มอิ่มอย่างบอกไม่ถูก

แต่เชื่อว่าในอนาคต ถ้ารายการนี้ลงตัว เราอาจจะได้ดูแบบเรียลไทม์มากขึ้นก็ได้

แน่นอนปีนี้ ผมว่าจะจัด Game guess ทาย 3 คนสุดท้ายที่เข้ารอบ
วัดคอเรียลลิตี้ว่าใครตาถึงและอ่านเกมล่วงหน้าขาดกว่ากัน เพื่อเพิ่มสีสันในการดู
และหาอะไรสนุกๆเล่นกันบ้าง ตามที่คุยๆกันไว้

เตรียมตัวทายกันได้เลยครับ
ส่วนของรางวัลผม จะมาบอกอีกครั้งในคราวหน้า…

 เกมกลยุทธ์ ปี 2 มีอะไรเปลี่ยนไป | geranun.com

ระหว่างคำว่า คิดได้ไง กับ คิดโง่ๆ

สมมุติว่าคุณขับรถเร็วด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไล่ตามรถไฟที่แล่นด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คุณจะมองเห็นรถไฟนั้นเคลื่อนเร็วกว่าคุณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สมมุติว่าคุณเร่งเครื่องรถให้เร็วขึ้นเป็น 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่าความเร็วของรถไฟ คุณจะมองเห็นคนในรถไฟชัดเหมือนอยู่กับที่

ตามหลักสามัญสำนึกบอกว่า คุณสามารถหักลบความเร็วของวัตถุสองสิ่งออกจากกันได้

ความ เร็วที่สูงที่สุดในจักรวาล (เท่าที่มนุษย์พิสูจน์ได้) คือความเร็วของแสง คือ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที นั่นคือ เมื่อคุณกดปุ่มเปิดไฟฉาย เพียงหนึ่งวินาที แสงไฟนั้นก็ไปไกลถึง 300,000 กิโลเมตรแล้ว

เอาละ สมมุติว่าคุณสามารถประดิษฐ์ยานที่แล่นด้วยความเร็ว 299,980 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งช้ากว่าความเร็วของแสง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คุณจะพบว่า แสงนั้นยังคงเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วปกติของมัน คุณไม่มีทางตามมันทันได้

แต่… โอ! โน! อิมพอสสิเบิ้ล! เป็นไปไม่ได้! เอาอะไรมาพูด! นี่ฝืนหลักสามัญสำนึกเห็นๆ!

แน่ นอน มันฝืนหลักสามัญสำนึก แต่เป็นสิ่งที่ไอน์สไตน์ พิสูจน์มาแล้วด้วยหลัก สัมพัทธภาพพิเศษ ของเขา ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าความเข้าใจเรื่องฟิสิกส์ของมนุษย์อย่างหน้ามือเป็นหลัง มือ

คำอธิบายของปรากฏการณ์นี้คือ เมื่อคุณเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วขนาดนั้น เวลาของคุณก็จะหดสั้นลง เพราะความเร็วสัมพัทธ์กับเวลา และจักรวาลไม่ได้มีเพียงสามมิติอย่างที่เรา ‘มองเห็น’

ผ่านการพิสูจน์มานานหลายปี ประโยค “โอ! โน! อิมพอสสิเบิ้ล!” ก็ค่อยๆ จางหายไป และถูกทดแทนด้วยประโยค ‘คิดได้ไง’

ยู คลิด ปรมาจารย์ด้านคณิตศาสตร์แห่งกรีกพิสูจน์ให้ชาวโลกเห็นมาเมื่อสองพันกว่าปีมา แล้วว่า มุมภายในของสามเหลี่ยมรวมกันได้เท่ากับ 180 องศา และเส้นขนานสองเส้นไม่มีวันบรรจบกันอย่างเด็ดขาด มันกลายเป็นกฎทางเรขาคณิตและหลักสามัญสำนึกที่ใครๆ ก็เห็นชัดๆ

จนถึง ศตวรรษที่ 19 นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันนาม ไรแมนน์ ที่ศึกษามิติโค้งทางฟิสิกส์พบว่า มุมภายในของสามเหลี่ยมรวมกันได้มากกว่าหรือน้อยกว่า 180 องศาก็ได้ และเส้นขนานก็ตัดกันได้ หากสามเหลี่ยมและเส้นขนานนั้นวางบนระนาบโค้ง นั่นคือมุมภายในของสามเหลี่ยมรวมกันได้มากกว่า 180 องศาบนระนาบโค้งนูน และน้อยกว่า 180 องศาบนระนาบโค้งเว้า

เมื่อครั้งที่ กาลิเลโอ กลาลิเลอี บอกคนทั่วไปว่า ลูกเหล็กสองลูกที่มีมวลไม่เท่ากันจะตกถึงพื้นพร้อมกัน ทุกคนหัวเราะเยาะเขา บอกว่า ‘เป็นความคิดที่โง่เง่าอะไรเช่นนั้น’ เพราะมันฝืนหลักสามัญสำนึกอย่างเห็นได้ชัด

ทว่าไม่มีอะไรหลอกตาเราเท่ากับสามัญสำนึกของมนุษย์

สามัญ สำนึกของคนเราเกิดขึ้นเมื่อเราพบเห็นปรากฏการณ์ที่มองเห็นด้วยสายตาจนเกิด ความเคยชิน หรือเราค้นพบความรู้บางอย่างและพิสูจน์จนมันกลายเป็นกฎ เมื่อนั้นก็ไม่มีใครกล้าท้าทายกฎเหล่านั้น

ยิ่งยึดมั่นถือมั่นกับกฎเหล่านั้นเท่าไร ก็จะไม่กล้ามองมุมต่าง และไม่มีวันสลัดหลุดออกจากกรอบความคิดเดิมนั้น

มนุษย์ เกิดมาในโลกสามมิติ กว้าง x ยาว x สูง เราเคยชินกับสภาวะนี้จนเราไม่กล้าคิดอะไรที่แตกต่างออกไป เช่น เป็นไปได้ไหมที่เราอยู่ในโลกที่มีมิติมากกว่า 3 เพียงแต่เรามองไม่เห็นมิติอื่นที่เหนือกว่านั้น? เป็นไปได้ไหมที่สิ่งมีชีวิตบนโลกเราหายใจด้วยก๊าซชนิดอื่นที่ไม่ใช่ ออกซิเจน?

ในโลกของการสร้างสรรค์ ไม่ว่าในทางศิลปะหรือวิทยาศาสตร์ คุณจะไม่มีทางค้นพบสิ่งใหม่ๆ หากไม่กล้าละวาง กฎ กติกา และสามัญสำนึกลงเสียก่อน นวัตกรรมทั้งหลายในโลกล้วนเกิดจากการมองมุมต่างทั้งสิ้น

เสียง หัวเราะเยาะกับคำว่า “คิดโง่ๆ” และ “เป็นไปไม่ได้” ปิดกั้นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ มามากต่อมากแล้ว ‘สามัญสำนึก’ ก็ฆ่าความคิดสร้างสรรค์มาทุกยุคทุกสมัย

แต่หากอยากก้าวไปสู่มรรคาใหม่ ก็ต้องรู้จักคิดต่าง และกล้าคิดต่าง

‘คิดได้ไง’ เกิดขึ้นได้เสมอเมื่อคุณกล้า ‘คิดโง่ๆ’

วินทร์ เลียววาริณ
www.winbookclub.com
4 สิงหาคม 2550

คมคำคนคม

Common sense is the collection of prejudices acquired by age eighteen.

สามัญสำนึกคือผลรวมของอคติแบบเด็กๆ

Albert Einstein
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

GERANUN.COM is Digg proof thanks to caching by WP Super Cache